Primocare Medical | th

อีเมล [email protected]

Categories
Uncategorized

รู้จัก Primary Care การบริการปฐมภูมิที่ทำให้สุขภาพดีเป็นเรื่องง่าย

รู้จัก Primary Care การบริการปฐมภูมิที่ทำให้สุขภาพดีเป็นเรื่องง่าย

รู้จัก Primary Care การบริการปฐมภูมิ
ที่ทำให้สุขภาพดีเป็นเรื่องง่าย

คุณหมอ Primary Care ให้คำแนะนำอย่างเป็นกันเองกับคนไข้เกี่ยวกับการปรับไลฟ์สไตล์สุขภาพเฉพาะบุคคล ซึ่งเป็นรากฐานของการมีสุขภาพดี

หัวใจสำคัญของการบริการปฐมภูมิ หรือ Primary Care คือการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องและรอบด้าน ด้วยความเข้าใจในทุกมิติที่ส่งผลต่อสุขภาพ ใส่ใจในทุกกระบวนการ เพื่อนำทางผู้ป่วยให้ก้าวไปบนเส้นทางสุขภาพดีอย่างราบรื่น

ทำความรู้จัก Primary Care

  • Primary Care คือบริการสุขภาพด่านแรกในระบบสุขภาพโดยทีมแพทย์ในพื้นที่หรือชุมชนนั้นๆ ซึ่งเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของทุกคนเมื่อมีปัญหาหรือมีความต้องการทางสุขภาพ และมักอยู่ในรูปของคลินิก หรือศูนย์สุขภาพตามชุมชน
  • การบริการสุขภาพแบบปฐมภูมิ หรือ Primary Care เน้นสร้างความใกล้ชิดกับผู้ป่วยและการเข้าถึงที่ง่าย สะดวกรวดเร็ว โดยมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางความใส่ใจ 
  • เป้าหมายของ Primary Care คือการส่งเสริมสุขภาพอย่างครอบคลุมรอบด้าน ผสานกับความใส่ใจและเข้าใจผู้ป่วยในทุกมิติ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและก่อให้เกิดการดูแลอย่างอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงของชีวิต 
  • ให้บริการสุขภาพรอบด้าน ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษาฟื้นฟู การป้องกัน การส่งเสริมสุขภาพในระยะยาว รวมถึงการดูแลประคับประคองให้ผู้ป่วยอยู่ร่วมกับโรคเรื้อรังอย่างปลอดภัย

บุคลากรในระบบบริการแบบ Primary Care ประกอบไปด้วย

  • แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป (Primary Doctor) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมให้กับคนทุกเพศทุกวัย และเป็นผู้เชี่ยวชาญในโรคที่พบบ่อย สามารถให้การวินิจฉัยและดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มแรกของความเจ็บป่วย 
  • พยาบาลและทีมสหวิชาชีพ เช่น นักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยา นักโภชนาการบำบัด/นักกำหนดอาหาร ทันตแพทย์ เภสัชกร เป็นต้น

ประโยชน์ของ Primary Care หรือการบริการสุขภาพปฐมภูมิ

1. สะดวกสบาย เข้าถึงง่าย เข้าถึงบริการสุขภาพที่หลากหลาย ใกล้บ้าน และเป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

  • การป้องกัน: การตรวจสุขภาพ การรับวัคซีนป้องกันโรค การตรวจประเมินสุขภาพจิต บริการคุมกำเนิด
  • การรักษา: การตรวจโรคทั่วไป การดูแลภาวะ/โรคเรื้อรัง การให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิต
  • การส่งเสริมสุขภาพความเป็นอยู่ที่ดี: การทำกายภาพบำบัด การให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพ รวมไปถึงการออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร และทุกไลฟ์สไตล์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ

2. รู้ทันโรค ประเมินความเสี่ยงได้ทันการณ์

บริการสุขภาพแบบ Primary Care มีบทบาทในทุกช่วงจังหวะของชีวิตและมีความสัมพันธ์กับการมีอายุที่ยืนยาว เนื่องจากลักษณะของการบริการที่ผสมผสานการป้องกัน การรักษา และการส่งเสริมสุขภาพเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในด้านการป้องกันและตรวจสุขภาพ ซึ่งจะช่วยระบุโรคได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้สามารถรักษาได้ทันท่วงที รวมไปถึงการประเมินความเสี่ยงเพื่อปรับตัวตามแนวทางการป้องกันที่เหมาะสม 

นอกจากนี้ในกรณีที่มีโรคเรื้อรัง การพบหมอประจำตัวอย่างสม่ำเสมอก็มีประโยชน์ในการช่วยติดตามและควบคุมอาการให้คงที่ ไปจนถึงการลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนและการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล

3. ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย

อีกหนึ่งข้อดีที่มาพร้อมกับสุขภาพโดยรวมที่ดีขึ้น โดยข้อมูลจากสถิติในสหรัฐอเมริกาชี้ว่าผู้ที่มีแพทย์ประจำตัวหรือหมั่นไปพบแพทย์ในระบบ Primary Care มักประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสุขภาพไปได้ถึง 33% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบนี้ 

ที่เป็นเช่นนี้เพราะการรักษาโรคที่ตรวจเจอในระยะหลังมักมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการตรวจพบโรคในระยะแรกเริ่ม เช่น ผู้ที่ตรวจสุขภาพตามคำแนะนำของหมอประจำตัวอาจพบสัญญาณของโรคเบาหวานตั้งแต่ยังไม่เริ่มมีอาการ ซึ่งเป็นระยะที่สามารถรักษาและควบคุมอาการได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย แต่หากผู้ป่วยมาตรวจพบในระยะหลังเนื่องจากมีอาการแสดงแล้ว การปรับพฤติกรรมอย่างเดียวก็มักไม่เพียงพอ ต้องมีการใช้ยาควบคู่ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

4. เหมือนมีหมอประจำตัวคอยให้คำแนะนำ

การมีหมอประจำตัวที่วางใจก็เหมือนมีผู้ช่วยคอยให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพไปพร้อมๆ กัน ด้วยความคุ้นเคยและข้อมูลประวัติสุขภาพที่ต่อเนื่อง ทำให้แพทย์มองเห็นภาพรวมและสามารถให้การดูแลและให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับผู้ป่วยที่สุด นอกจากนี้ยังทำให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลายและกล้าถามคำถามสุขภาพต่างๆ มากขึ้น อีกทั้งการไปพบหมอก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มใหม่ด้วยการซักประวัติหรือสอบถามอาการอย่างละเอียดทุกครั้งอีกต่อไป ซึ่งกรณีนี้อาจทำให้มีข้อมูลสำคัญที่ขาดหายหรือตกหล่นไปได้

5. นำทางและส่งต่อไปยังขั้นต่อไปในระบบสุขภาพ

หมอประจำตัวในระบบ Primary Care สามารถช่วยดูแลทั้งปัญหาสุขภาพแบบฉับพลันและโรคเรื้อรัง แต่เมื่อเป็นเรื่องฉุกเฉินหรือต้องอาศัยความชำนาญจากแพทย์เฉพาะทางในแต่ละด้าน ทีมแพทย์ Primary Care จะมีหน้าที่ประเมินอาการและประสานงานเพื่อส่งต่อไปยังแพทย์เฉพาะทางหรือบริการสุขภาพระดับทุติยภูมิ/ตติยภูมิตามความเหมาะสม เช่น โรงพยาบาล หรือศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนซับซ้อนที่ผู้ป่วยอาจต้องเจอไปได้มาก นอกจากนี้ การส่งต่อประวัติและข้อมูลสุขภาพในเชิงลึกที่ทีมแพทย์ Primary Care ได้รวบรวมจากผู้ป่วยมาตลอดจะช่วยให้แพทย์เฉพาะทางสามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น และสามารถวางแนวทางการรักษาที่เหมาะกับผู้ป่วยอย่างทันท่วงที

ระบบการบริการทางสุขภาพแบบ Primary Care เป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมสุขภาพโดยรวม ทั้งยังมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยหลายประเทศทั่วโลกได้นำระบบบริการ Primary Care หรือหมอประจำบ้าน (Family Doctor) มาเป็นพื้นฐานที่สำคัญของระบบสุขภาพและสาธารณสุข และถือเป็นบริการที่มุ่งเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ทั้งยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า

พรีโมแคร์ เมดิคอล คลินิก ยึดหลักบริการแบบ Primary Care โดยมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางความใส่ใจ ครบครันทุกขั้นตอนการดูแลสุขภาพ เพราะการมีสุขภาพดีไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก 

ให้คุณหมอพรีโมแคร์เป็นหมอประจำตัวที่ช่วยดูแลและจัดการให้คุณทุกเรื่อง คลิกเพื่อสอบถามข้อมูลและหรือดูรายละเอียดบริการของเราเพิ่มเติมได้เลยที่นี่

บทความที่เกี่ยวข้อง

Categories
Uncategorized

คลินิก กับ โรงพยาบาล เลือกใช้บริการแบบไหนตอบโจทย์ที่สุด?

คลินิก กับ โรงพยาบาล เลือกใช้บริการแบบไหนตอบโจทย์ที่สุด?

คลินิก กับ โรงพยาบาล
เลือกใช้บริการแบบไหนตอบโจทย์ที่สุด?

แพทย์หญิงกำลังนั่งทำงานในคลินิก พร้อมด้วยแท็บเล็ตสำหรับการจดบันทึก มองตรงมาที่กล้องด้วยรอยยิ้มสดใส

เมื่อต้องเลือกรับบริการสุขภาพระหว่างคลินิกกับโรงพยาบาล เราจะเลือกอะไร? บางคนเลือกไปโรงพยาบาลเพราะคิดว่าดูแลรักษาได้ครอบคลุมกว่า บางคนเลือกคลินิกเพราะไม่อยากต้องไปนั่งรอคิวนานๆ ที่โรงพยาบาล แต่ความจริงแล้วเราควรพิจารณาตามอาการและความจำเป็นทางสุขภาพเป็นอย่างแรก มาดูกันให้ชัดๆ ว่าเมื่อไหร่ที่เราควรตัดสินใจเข้าคลินิก และเมื่อไหร่ที่ควรไปโรงพยาบาล

ทำความรู้จัก “คลินิก” 

คลินิก หมายถึง สถานพยาบาลที่เน้นบริการผู้ป่วยนอก โดยส่วนมากมักเป็นคลินิกโดยแพทย์ทั่วไปที่สามารถให้การรักษาเบื้องต้นในทุกๆ โรค แต่ก็มีคลินิกจำนวนไม่น้อยที่เป็นคลินิกที่ให้บริการเฉพาะทาง เช่น คลินิกผิวหนัง คลินิกโรคหู คอ จมูก คลินิกกายภาพ คลินิกกระดูก และยังมีคลินิกที่จัดตั้งขึ้นตามวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น คลินิกสุขภาพทางเพศชายและหญิง คลินิกวางแผนครอบครัว คลินิกบำบัดยาเสพติด คลินิกสุขภาพจิต เป็นต้น

ความแตกต่างระหว่างคลินิก กับ โรงพยาบาล

ในบทความนี้จะเน้นเปรียบเทียบระหว่างคลินิกโดยหมอเวชศาสตร์ครอบครัวและหมอเวชปฏิบัติทั่วไป กับโรงพยาบาลในภาพรวมกว้างๆ เพราะทั้งคลินิกและโรงพยาบาลต่างก็มีทั้งประเภทที่ให้การรักษาทั่วไปและรักษาเฉพาะทาง ซึ่งอาจทำให้เกิดความสับสนในการเปรียบเทียบ

  • ประเภทของผู้ป่วย คลินิกเน้นให้บริการผู้ป่วยนอกที่สามารถกลับบ้านได้เลยหลังรับการตรวจรักษา ในขณะที่โรงพยาบาลจะเน้นบริการผู้ป่วยในที่ต้องนอนค้างเพื่อดูอาการหรือรักษาตัวในระยะยาว 
  • ประเภทของการรักษา บริการสุขภาพโดยคลินิกมุ่งไปที่การดูแลอย่างรอบด้าน ทั้งการให้คำแนะนำในการส่งเสริมสุขภาพที่แข็งแรง การตรวจเช็กสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความเสี่ยง และให้การรักษาชั้นต้นสำหรับทุกๆ อาการที่ไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน ส่วนในโรงพยาบาลมักเป็นการตรวจรักษาโรคที่ต้องอาศัยความชำนาญจากแพทย์เฉพาะทาง ต้องมีการผ่าตัดหรือใช้เครื่องมือเฉพาะ หรือในกรณีที่มีอาการรุนแรงหรือภาวะฉุกเฉิน
  • ขนาด คลินิกเป็นสถานพยาบาลขนาดเล็กและมีบุคลากรน้อยกว่าในโรงพยาบาลที่มีขนาดใหญ่ และมีผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพหลากหลาย 
  • ราคา การตรวจรักษาในโรงพยาบาลโดยแพทย์เฉพาะทางและมีบุคลากรทางการแพทย์ในขั้นตอนต่างๆ มากกว่า มักมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการไปคลินิก

อาการแบบไหนควรไปคลินิก?

  • การตรวจป้องกันและประเมินความเสี่ยง ได้แก่ การตรวจสุขภาพประจำปี การรับวัคซีน และการตรวจคัดกรองโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน หัวใจ หลอดเลือดหัวใจ และมะเร็งชนิดต่างๆ
  • การตรวจดูแลที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เช่น การติดตามรักษาอาการโรคประจำตัว การทำกายภาพบำบัด การทำจิตบำบัด ซึ่งหมอที่ตรวจรักษามักเป็นหมอคนเดิมที่เข้าใจและคุ้นเคยกับผู้ป่วยเป็นอย่างดี
  • การรักษาอาการที่ไม่เร่งด่วนฉุกเฉิน อาการทั่วๆ ไปที่สามารถรักษาได้โดยไม่ต้องถึงมือหมอเฉพาะทาง เช่น ไอ เจ็บคอ คัดจมูก ปวดหู เป็นต้น
  • อุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง เช่น ตะคริว แผลถูกของมีคมบาดขนาดเล็ก แผลน้ำร้อนลวก โดยอาการจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรงเหล่านี้ไม่นับเป็นกรณีฉุกเฉิน และมักไม่มีความจำเป็นต้องไปห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาล

อาการแบบไหนควรไปโรงพยาบาล?

  • การตรวจรักษาที่ต้องทำโดยแพทย์เฉพาะทาง หรือมีอาการเจ็บป่วยที่รุนแรง
  • เมื่อจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดที่ฉุกเฉินหรือไม่ฉุกเฉิน มักต้องทำในโรงพยาบาลเนื่องจากมีอุปกรณ์และเครื่องมือที่ครบครันมากกว่าคลินิก 
  • อาการหรือภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เช่น ภาวะหัวใจวาย หรือโรคหลอดเลือดในสมอง 
  • อุบัติเหตุที่ก่อให้เกิดบาดแผลรุนแรง เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์ แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกรุนแรง ศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง แผลถูกบาดโดยของมีคมที่ลึกหรือมีขนาดใหญ่
  • ภาวะฉุกเฉินทางสุขภาพจิต เช่น ผู้ป่วยมีพฤติกรรมทำร้ายตนเองหรือคนรอบข้าง ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที เพื่อรับการประเมินและรักษาเพื่อป้องกันอันตรายต่อตัวผู้ป่วยเองและคนรอบข้าง

คลินิกและโรงพยาบาล ทำงานร่วมกันอย่างไร?

คลินิกนั้นทำงานโดยประสานงานกับโรงพยาบาล ในกรณีที่แพทย์ประจำคลินิกประเมินว่าต้องส่งต่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านหรือมีการรักษาที่ต้องนอนค้าง จะมีการประสานงานส่งตัวผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลที่มีแพทย์เฉพาะทางทันที ดังนั้น วางใจได้ว่าคุณจะได้รับการรักษาที่ถูกต้องตามขั้นตอนที่ควรไม่ว่าจะเลือกไปคลินิกหรือโรงพยาบาล

อย่างไรก็ตาม เรามักติดภาพจำว่าโรงพยาบาลมีบริการกว้างขวางครอบคลุม มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และมีคุณภาพดีกว่า ซึ่งแท้จริงแล้วการเลือกไปโรงพยาบาลเมื่อมีอาการที่ไม่รุนแรงหรือไม่ฉุกเฉินมีแต่จะทำให้ต้องรอคิวนานโดยไม่จำเป็น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาลรัฐที่ปัจจุบันมีคนไข้ล้น เมื่อพบหมอก็ได้คุยสั้นๆ ยังไม่ทันได้ถามให้ละเอียด เพราะคนไข้ที่เยอะเกินไปจนหมอต้องทำงานแข่งกับเวลา ส่วนโรงพยาบาลเอกชนก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงเนื่องจากมีเพียงแพทย์เฉพาะทาง และมีต้นทุนการบริหารจัดการที่สูง อีกทั้งยังเข้าถึงได้ยากกว่าการไปคลินิก

นอกจากนี้การไปโรงพยาบาลด้วยอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยยังผิดจุดประสงค์ เพราะหมอเฉพาะทางนั้นมีหน้าที่รักษาผู้ป่วยที่หมอทั่วไปส่งต่อมาให้ หรือผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงเท่านั้น 

ถ้าเลือกให้เหมาะสมตามอาการ ไม่ว่าคลินิกหรือโรงพยาบาล คุณก็จะได้รับบริการที่น่าพึงพอใจและคุ้มค่ากับเงินและเวลาที่เสียไปอย่างแน่นอน 

พรีโมแคร์ เมดิคอล คลินิก พร้อมให้บริการด้วยใจ ทุกเรื่องสุขภาพรอบด้าน ตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีนป้องกันโรค หรือรักษาอาการเจ็บป่วยทั่วไปกับคุณหมอพรีโมแคร์ คลิกดูบริการได้เลยที่นี่

Reference

บทความที่เกี่ยวข้อง

Categories
Uncategorized

แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว: เมื่อเรามีหมอประจำตัวดูแลตั้งแต่เกิด

แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว: จะเป็นอย่างไร
เมื่อเรามีหมอประจำตัวดูแลตั้งแต่เกิด

แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว:
จะเป็นอย่างไรเมื่อเรามีหมอประจำตัวดูแลตั้งแต่เกิด

แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว พูดคุยและตรวจอาการเด็กเล็กที่นั่งอยู่บนตักแม่ของเด็กอย่างอบอุ่นใกล้ชิด

งานวิจัยปี 2019 ในสหรัฐอเมริกา พบว่าประชาชนในระบบบริการสุขภาพแบบ Primary Care ที่มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป คอยให้การดูแลส่งเสริมสุขภาพในเบื้องต้นทุกๆ ด้านอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องเสมือนมีหมอประจำตัว มีแนวโน้มที่จะมีอายุยืนยาวกว่าผู้ที่ขาดการสนับสนุนจากระบบนี้ 

แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปคืออะไร ทำไมการมีหมอประจำตัวถึงมีความสำคัญต่อสุขภาพและอายุขัยของเรา วันนี้ พรีโมแคร์ เมดิคอล คลินิก จะพาคุณไปหาคำตอบ

หน้าที่ของแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว

หลักการของเวชศาสตร์ครอบครัวเป็นแนวคิดเดียวกับนโยบาย “หมอครอบครัว” ที่ทางกระทรวงสาธารณสุขกำลังพยายามผลักดันให้เป็นรูปเป็นร่างอยู่ในตอนนี้ โดยมีเป้าหมายให้แต่ละครอบครัวมีหมอประจำตัว เป็นหมอคนเดิมที่รู้จักและเข้าใจเราเป็นอย่างดี ดูแลต่อเนื่องตั้งแต่เกิดจนโตในทุกมิติสุขภาพ ทั้งการดูแล รักษา ป้องกัน ฟื้นฟู รวมไปถึงการประสานงานส่งต่อให้แพทย์เฉพาะทางในกรณีที่จำเป็น 

แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว (Family Medicine) เป็นแพทย์ที่มักอยู่ประจำคลินิกโรคทั่วไป หรือศูนย์สุขภาพใกล้บ้าน มีความเชี่ยวชาญและมีความรู้เฉพาะทางในด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมให้กับคนทุกเพศทุกวัย จากความเชื่อมั่นที่ว่าสุขภาพที่ดีมีหลายปัจจัยประกอบเข้าด้วยกัน ไม่ใช่แค่สุขภาพกายและใจ หรือโรคที่เป็น แต่ยังรวมถึงมิติอื่นๆ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นสังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ความเชื่อ ลักษณะนิสัย หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละคน

นอกจากนี้ เพื่อการดูแลอย่างครอบคลุมรอบด้านและต่อเนื่อง นอกจากแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแล้วยังมีแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป (General Practice: GP) ที่มีความเชี่ยวชาญในโรคทั่วไป สามารถให้การรักษาเบื้องต้นในทุกๆ โรค รวมถึงทีมสหวิชาชีพแขนงต่างๆ เช่น พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร นักกายภาพบำบัด และนักจิตวิทยา เพื่อร่วมกันดูแลผู้ป่วยอย่างครอบคลุมในทุกความต้องการด้านสุขภาพ

เวชศาสตร์ครอบครัว กับการดูแลในทุกช่วงชีวิต

โรคภัยต่างๆ โดยเฉพาะโรคเรื้อรังมักไม่มีสัญญาณเตือนแต่เนิ่นๆ ทำให้เราไม่เคยเอะใจ หากละเลยกว่าจะรู้ตัวก็อาจเข้าสู่ระยะรุนแรงที่สายเกินแก้ การดูแลใส่ใจจากหมอที่รู้จักและเข้าใจเราอย่างดีจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการคัดกรองและป้องกันการเกิดโรคตลอดช่วงชีวิตของเรา รวมไปถึงการส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพทั้งกายและใจให้แข็งแรงอยู่เสมอ

ทีมแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวเริ่มดูแลเราตั้งแต่วัยแรกเกิด และดูแลอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงวัย

วัยแรกเกิด (0-2 ปี)

  • ตรวจเช็กความสมบูรณ์และดูแลป้องกันความเสี่ยงของทารกหลังคลอด
  • ตรวจพัฒนาการและการเจริญเติบโต รวมถึงการฉีดวัคซีนตามช่วงอายุที่เหมาะสม
  • คุณพ่อคุณแม่รับคำแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูกในแต่ละช่วงพัฒนาการอย่างสมวัยและปลอดภัยต่อเด็ก

วัยเด็ก (3-9 ปี)

เมื่ออายุเข้า 3 ขวบ เด็กควรได้รับการตรวจพัฒนาการเป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมพัฒนาการในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม โดยพ่อแม่สามารถปรึกษาและสอบถามเกี่ยวการเลี้ยงดูให้เด็กมีพัฒนาการครบถ้วนสมวัย 

นอกจากนี้ในแต่ละปีอาจมีการตรวจและการส่งเสริมพัฒนาการเด็กดังต่อไปนี้

  • ตรวจประเมินสุขภาพโดยรวม
  • ประเมินประวัติสุขภาพของคนในครอบครัวเพื่อดูความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อเด็ก
  • ตรวจเช็กให้แน่ใจว่าเด็กได้รับวัคซีนป้องกันโรคแต่ละชนิดครบถ้วนตามเวลาที่เหมาะสม เช่น วัคซีนบาดทะยัก หัด คางทูม อีสุกอีใส ไอกรน และไข้หวัดใหญ่
  • ตรวจการมองเห็นและการได้ยิน
  • พูดคุยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กหรือความกังวลในการเลี้ยงดูของพ่อแม่
  • ให้คำแนะนำเกี่ยวกับอาหารการกิน กิจกรรม และความปลอดภัยที่ควรคำนึงในการเลี้ยงดู

วัยรุ่น  (10-20 ปี)

ช่วงเวลาสำคัญในการสร้างรากฐานพฤติกรรมสุขภาพที่ดีให้ต่อเนื่องไปจนโตเป็นผู้ใหญ่ 

  • ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเข้าสู่ช่วงวัยเจริญพันธ์ุ
  • ให้ความรู้ด้านเพศศึกษาและสุขภาพทางเพศ รวมถึงการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • ตรวจประเมินสุขภาพจิตและพฤติกรรมการกิน
  • ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการควบคุมน้ำหนักและทำกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อรักษาสุขภาพที่ดี
  • พูดคุยเกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่น การใช้สารเสพติด การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์
  • พูดคุยเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งในโรงเรียนและสอนวิธีการรับมือเมื่อถูกกลั่นแกล้ง
  • แนะนำให้เห็นความสำคัญของการป้องกันอุบัติเหตุ เช่น การใส่หมวกกันน็อกเมื่อขับขี่รถจักรยานยนต์

วัยทำงาน (21-39 ปี)

ช่วงเวลาที่หลายคนทำงานหนักจนละเลยการดูแลสุขภาพ พฤติกรรมในช่วงเวลานี้อาจเป็นตัวกำหนดสุขภาพเมื่ออายุมากขึ้น 

  • ตรวจสุขภาพประจำปี เช่น ตรวจความดันโลหิต ตรวจไขมันในเลือด ตรวจดัชนีมวลกาย (BMI)
  • ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลอาหารการกิน การออกกำลังกาย และการควบคุมน้ำหนักเพื่อป้องกันโรคอ้วน
  • ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการความเครียด การดูแลสุขภาพจิต และอันตรายของการใช้สารเสพติด 
  • ตรวจประเมินความเครียดและประเมินสุขภาพจิตเบื้องต้น
  • ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ุ เพื่อป้องกันโรคที่อาจส่งผลต่อการตั้งครรภ์หรือก่อให้เกิดภาวะมีบุตรยากในอนาคต
  • ผู้หญิงควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยตรวจแปปสเมียร์ทุกปีตั้งแต่อายุ 21 ปีขึ้นไป
  • ตรวจสุขภาพปากและฟันทุกปี และตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำ

วัยก่อนเกษียณ (40-60 ปี)

  • ควรรับการตรวจประเมินโรคมะเร็ง เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิต คอเลสเตอรอลสูงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจพบและรักษาตั้งแต่ในระยะแรกเริ่ม 
  • ผู้หญิงควรตรวจแมมโมแกรมหามะเร็งเต้านมและตรวจมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำ 
  • เมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป ควรเริ่มตรวจมะเร็งลำไส้ แต่หากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ แพทย์อาจแนะนำให้เริ่มตรวจเร็วขึ้น 
  • เมื่ออายุ 55 ปีขึ้นไป ผู้ชายควรตรวจมะเร็งต่อมลูกหมาก และแจ้งให้แพทย์ทราบหากมีปัญหาเกี่ยวการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศหรือความผิดปกติในการปัสสาวะที่อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งต่อมลูกหมาก

วัยสูงอายุ (อายุ 61 ปีขึ้นไป)

  • ตรวจโรคต่างๆ ที่ตรวจในวัยก่อนเกษียณและยังคงมีความเสี่ยงสูงในวัยสูงอายุอย่างต่อเนื่อง
  • ตรวจสุขภาพตาและการมองเห็นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันโรคทางสายตาที่จะยิ่งมีความเสี่ยงสูงเมื่อมีอายุมากขึ้น เช่น โรคต้อกระจก ต้อหิน เป็นต้น
  • ตรวจการได้ยิน
  • ตรวจกระดูกและข้อต่อ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงการหกล้มกระดูกหัก
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคจากการติดเชื้อที่มีความเสี่ยงสูง เช่น โรคปอดบวม โรคงูสวัด

ในแต่ละช่วงชีวิตมีการดูแลสุขภาพที่ควรเน้นความสำคัญแตกต่างกันไป แต่คงไม่มีใครมาคอยนั่งบอกเรา ถ้าไม่ใช่หมอประจำตัวที่คุ้นเคยอย่างทีมแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ที่เน้นสร้างความเข้าใจ เอาใส่ใจอย่างรอบด้าน เพื่อปรับการดูแลรักษาและป้องกันโรคให้เหมาะกับเราที่สุด

เรื่องสุขภาพ วางใจให้ พรีโมแคร์ เมดิคอล คลินิก ช่วยดูแลคุณในทุกช่วงของชีวิต ดูรายละเอียดบริการต่างๆ ของเราได้ที่นี่เลย

Reference

บทความที่เกี่ยวข้อง

Categories
Uncategorized

Primary Care บริการสุขภาพใกล้บ้าน ดูแลเคียงข้างตั้งแต่ต้นจนจบ

Primary Care บริการสุขภาพใกล้บ้าน ดูแลเคียงข้างตั้งแต่ต้นจนจบ

Primary Care บริการสุขภาพใกล้บ้าน
ดูแลเคียงข้างตั้งแต่ต้นจนจบ

คุณหมอ Primary Care กำลังสอบถามอาการคนไข้ที่นอนอยู่บนเตียงอย่างอบอุ่นและเป็นมิตร

Primary Care หรือ “ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ” เป็นคำที่หลายคนอาจฟังแล้วไม่เข้าใจ หรือบางคนอาจคิดว่าหมายถึงการรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ แต่แท้จริงแล้วในหลายประเทศ บริการสุขภาพแบบ Primary Care มีบทบาทสำคัญในฐานะการบริการด้านสุขภาพด่านแรกที่ทุกคนจะได้รับเมื่อมีความต้องการทางสุขภาพที่ไม่ฉุกเฉิน

กล่าวได้ว่า Primary Care คือ บริการหลักที่ช่วยดูแล รักษา และให้คำแนะนำเกี่ยวกับสุขภาพอย่างต่อเนื่องไปตลอดชีวิต เปรียบเสมือนหมอประจำตัวที่คุ้นเคยและรู้จักคนไข้ในแง่มุมรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นอาการหนักหรือเบา 

ทำความรู้จักกับระบบสุขภาพปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ 

สถานบริการสุขภาพแต่ละแห่งจะมีการแบ่งขอบเขตของการให้บริการสุขภาพที่แตกต่างกัน ซึ่งมีตั้งแต่การดูแลรักษาทั่วไปจนถึงการดูแลรักษาแบบเฉพาะทาง โดยสามารถแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ บริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ 

การบริการปฐมภูมิ (Primary Care) คือ บริการสุขภาพที่ใกล้ชิดชุมชนที่สุดและควรเป็นบริการระดับแรกที่ผู้ป่วยนึกถึงเมื่อมีความเจ็บป่วยที่ไม่ฉุกเฉิน หรือมีความกังวลใจไม่ว่าทางกายหรือทางจิตใจ

บุคลากรในระบบ Primary Care คือผู้เชี่ยวชาญในโรคที่พบบ่อย สามารถให้การวินิจฉัยและดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มแรกของความเจ็บป่วย โดยประกอบด้วยหมอเวชศาสตร์ครอบครัว หมอเวชปฏิบัติทั่วไป พยาบาล และทีมสหวิชาชีพ เช่น ทันตแพทย์ เภสัชกร นักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยา เป็นต้น มักอยู่ในลักษณะคลินิกหรือศูนย์สุขภาพในชุมชนต่างๆ

Primary Care เน้นการดูแลแบบองค์รวมและดูแลอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดีตลอดชีวิต ได้แก่ การรักษาโรคทั่วไป อาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน การติดตามดูแลอาการโรคเรื้อรัง การฟื้นฟูสุขภาพอย่างการทำกายภาพบำบัด โภชนบำบัด รวมถึงการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค เช่น การฉีดวัคซีน และการตรวจสุขภาพ ทั้งยังมีระบบการปรึกษาและส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางซึ่งเป็นบริการสุขภาพระดับทุติยภูมิและตติยภูมิ

การบริการทุติยภูมิ (Secondary Care) คือบริการสุขภาพที่รองรับผู้ป่วยที่ถูกส่งต่อมาจากคลินิกหรือศูนย์สุขภาพต่างๆ ในกรณีที่ต้องรับเข้าเป็นผู้ป่วยใน เช่น โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลเอกชน และคลินิกเฉพาะทางที่ตั้งอยู่ในโรงพยาบาลต่างๆ

การบริการตติยภูมิ (Tertiary Care) บริการสุขภาพเฉพาะทางที่มีอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการตรวจรักษาอย่างครบถ้วน ซึ่งมักต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูง ได้แก่ โรงพยาบาลศูนย์ สถาบันเฉพาะทางต่างๆ และโรงพยาบาลในโรงเรียนแพทย์ ผู้ป่วยอาจได้รับการส่งต่อมาจากหน่วยทุติยภูมิหรือหน่วยปฐมภูมิโดยตรงก็ได้ ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค

หลักการของบริการสุขภาพแบบ Primary Care

ระบบ Primary Care คือการดูแลสุขภาพตามหลักเวชศาสตร์ครอบครัว และการประยุกต์ความรู้ด้านการแพทย์ จิตวิทยา สังคมศาสตร์เข้าด้วยกัน โดยรวมมีหลักการทำงานที่เป็นหัวใจสำคัญ ดังต่อไปนี้ 

  • ดูแลรักษาทุกอาการในเบื้องต้น รวมถึงให้คำแนะนำในการดูแลส่งเสริมสุขภาพ ในฐานะบริการสุขภาพด่านแรกที่ใกล้ชิดชุมชนที่สุด 
  • เข้าถึงทุกคน ทุกเพศ ทุกวัยอย่างเท่าเทียมกัน โดยประยุกต์เทคโนโลยีมาช่วยในการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ และให้คำปรึกษา  
  • ดูแลแบบองค์รวมโดยมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ให้ความสำคัญกับทุกมิติที่อาจส่งผลต่ออาการเจ็บป่วย โดยผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการค้นหาแนวทางการดูแลส่งเสริมสุขภาพ การป้องกัน การรักษาโรค นอกจากนี้ยังมองภาพรวมในระดับครอบครัวและชุมชนไปพร้อมกัน เช่น ความสัมพันธ์และปัญหาในครอบครัว วัฒนธรรม ความเชื่อ และศาสนา เพื่อให้เข้าใจภาพรวมทั้งหมดที่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น
  • ดูแลต่อเนื่องในทุกด้านและตลอดเส้นทางสุขภาพ ตั้งแต่การให้ความรู้ในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในตอนที่ยังไม่เจ็บป่วย การตรวจสุขภาพ การจัดการเมื่อพบความเสี่ยง การรักษา และการฟื้นฟูสุขภาพไม่ให้เสื่อมถดถอยหรือพิการ รวมถึงให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองเพื่อสุขภาพดีที่ยั่งยืน
  • มีระบบการปรึกษาและส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ที่เหมาะสม ทำงานอย่างเชื่อมโยงกับระบบบริการทางการแพทย์ในระดับอื่นๆ เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของ Primary Care ต่อระบบสุขภาพและระบบสาธารณสุขของไทย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบบริการสุขภาพของไทยในปัจจุบันมีลักษณะพึ่งพาโรงพยาบาลเป็นหลัก เมื่อเจ็บป่วยหรือมีปัญหาสุขภาพ ไม่ว่าจะหนักหรือเบา คนส่วนมากมักเลือกไปโรงพยาบาลไว้ก่อน โดยมีความคิดว่ายิ่งเป็นโรงพยาบาลใหญ่ที่มีหมอเฉพาะทางหลากหลายด้านยิ่งดี ผลที่ตามมาก็คือปัญหาคนไข้ล้นโรงพยาบาล ต้องรอคิวนาน คุณภาพและความพึงพอใจต่อการบริการลดลงเนื่องจากความเร่งรีบและเวลาในการปรึกษาหมอที่สั้นลง 

ในความเป็นจริง หมอในระบบ Primary Care ซึ่งได้แก่ หมอเวชศาสตร์ครอบครัว และหมอเวชปฏิบัติทั่วไป เป็นหมอที่มีความเชี่ยวชาญไม่น้อยไปกว่าหมอเฉพาะทาง แต่เป็นความเชี่ยวชาญในลักษณะรอบด้าน สามารถให้การตรวจรักษาเบื้องต้นได้ทุกโรค

นอกจากนี้ยังมีทักษะในการเข้าถึงประชาชนและการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ที่เป็นการส่งเสริม ป้องกัน รักษา และดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นดูแลที่คน ในทุกมิติที่ส่งผลต่อสุขภาพ ทั้งด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่แค่อาการเจ็บป่วยทางกายและทางใจเท่านั้น 

ปัญหาสำคัญที่ควรต้องผลักดันและแก้ไขในปัจจุบัน คือไม่มีการปรับใช้ระบบดูแลสุขภาพที่เป็นฐานหลักอย่าง Primary Care ในวงกว้างเท่าที่ควร ทำให้ประชาชนจำนวนมากขาดการได้รับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

ในขณะเดียวกัน หมอเฉพาะโรคในโรงพยาบาลก็กลายมาเป็นฐานหลักโดยไม่จำเป็น ทั้งๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเหล่านี้มีหน้าที่รับผู้ป่วยที่ส่งต่อจาก Primary Doctor ในระบบ Primary Care หรือผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและต้องรับการรักษาอย่างฉุกเฉิน เนื่องจากหมอเฉพาะทางเน้นดูแลรักษาแบบแยกส่วน ตามโรค ตามอวัยวะที่มีปัญหาเท่านั้น 

พรีโมแคร์ มุ่งมั่นสร้างรากฐานสุขภาพที่แข็งแรงไปพร้อมคนไทย

พรีโมแคร์ เมดิคอล คลินิก (PrimoCare Medical Clinic) มองเห็นปัญหาและความสำคัญของระบบบริการสุขภาพในประเทศไทย ที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงโดยเน้นรากฐานที่แข็งแรงตามหลักบริการปฐมภูมิ เราพร้อมเริ่มต้นก้าวแรกในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่มีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และมอบการดูแลใส่ใจในทุกมิติของความเป็นมนุษย์ เพื่อเป็นเพื่อนร่วมทางที่คุณสามารถไว้วางใจให้ดูแลสุขภาพในทุกๆ ด้านอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยมีเป้าหมายที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยผลักดันระบบบริการสุขภาพเพื่อคนไทยที่มั่นคงและยั่งยืน

Reference

บทความที่เกี่ยวข้อง