Primocare Medical | th

อีเมล [email protected]

Categories
Uncategorized

เสื่อมสมรรถภาพทางเพศเพราะสุขภาพจิตย่ำแย่ ปัญหาที่ผู้ชายไม่ควรมองข้าม

เสื่อมสมรรถภาพทางเพศเพราะสุขภาพจิตย่ำแย่ ปัญหาที่ผู้ชายไม่ควรมองข้าม

เสื่อมสมรรถภาพทางเพศเพราะสุขภาพจิตย่ำแย่
ปัญหาที่ผู้ชายไม่ควรมองข้าม

ผู้ชายนั่งเครียดกุมศีรษะที่ปลายเตียงจากปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ด้านข้างมีผู้หญิงนอนหลับอยู่

เชื่อหรือไม่ว่าภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศชาย หรือที่มักเรียกกันว่า “นกเขาไม่ขัน” อาจไม่ได้เกิดจากปัญหาทางด้านร่างกายเสมอไป โดยกว่า 40% ของปัญหานี้มีปัจจัยทางด้านสุขภาพจิตเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นความเครียด วิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า หรือแม้แต่ความรู้สึกผิด รวมถึงความไม่มั่นใจในตัวเอง และความกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์

อาการของภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

การที่อวัยวะเพศชายไม่แข็งตัวอย่างที่ควร เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เป็นครั้งคราวและไม่ได้น่าวิตกกังวลมากนัก แต่หากปัญหานี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ (ประมาณร้อยละ 50 ขึ้นไป) นั่นอาจแสดงถึงภาวะเสื่อมสมรรถภาพ ซึ่งมีชื่อเรียกทางการแพทย์เรียกสั้นๆ ว่า ED (Erectile dysfunction) ได้

อาการที่เป็นสัญญาณบ่งบอกการเสื่อมสมรรถภาพในเพศชาย

  • อวัยวะเพศไม่แข็งตัวเต็มที่ หรือไม่แข็งตัวพอที่จะมีเพศสัมพันธ์ให้สำเร็จ
  • อวัยวะเพศหดตัวก่อนเสร็จกิจ
  • มีภาวะหลั่งเร็วหรือหลั่งช้าเกินไป
  • มีความสนใจในเซ็กส์ แต่การมีเซ็กส์กลับกลายเป็นเรื่องยาก

ทั้งนี้ แต่ละคนอาจมีอาการของภาวะนี้แตกต่างกันไป การคอยหมั่นสังเกตความผิดปกติและปัญหาการแข็งตัวที่กระทบการร่วมเพศ จะทำให้คุณสามารถให้ข้อมูลแก่แพทย์ได้โดยละเอียด และช่วยให้การวินิจฉัยเป็นไปได้ง่ายขึ้น

ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เกิดจากอะไร?

การแข็งตัวของของเพศชายแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบ คือ

  • การแข็งตัวที่เกิดจากสิ่งเร้าทางร่างกาย เช่น การสัมผัส
  • การแข็งตัวที่เกิดจากสิ่งเร้าทางจิต เช่น ความนึกคิด จินตนาการ มุมมองต่อความสัมพันธ์
  • การแข็งตัวในตอนกลางคืนขณะนอนหลับ ซึ่งเป็นกลไกตามธรรมชาติ

เมื่อกลไกทางจิตเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่อการตื่นตัวทางเพศ สุขภาพจิตของเราจึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศตามมาได้ โดยอาจเป็นผลจากความเครียดและวิตกกังวล ความไม่มั่นใจในรูปร่างตัวเอง ปัญหาสุขภาพจิตที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาการนอนหลับ รวมถึงการกังวลว่าตนเองมอบความสุขในการร่วมรักให้กับคู่ได้ไม่เพียงพอ 

เจาะลึก ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศจากปัจจัยทางสุขภาพจิต 

  • ความเครียดและความวิตกกังวล ปัญหาต่างๆ ในชีวิต เช่น การทำงาน การเงิน​ ความขัดแย้งในครอบครัว​ อาจส่งผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจจนไม่อยากคิดเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ฮอร์โมนความเครียดที่ร่างกายปล่อยออกมาก็กระทบต่อการแข็งตัวของอวัยวะเพศได้เช่นกัน
  • ภาวะซึมเศร้า สารเคมีในสมองที่เปลี่ยนแปลงจนเป็นสาเหตุของภาวะซึมเศร้าอาจส่งผลต่อสมองส่วนที่ควบคุมแรงขับทางเพศและการแข็งตัวของอวัยวะเพศ และมีงานวิจัยชี้ว่า 75% ของผู้ป่วยซึมเศร้ามักมีปัญหาในการมีเพศสัมพันธ์ตามมา
  • ปัญหา​​ความสัมพันธ์​ การกระทบกระทั่งกันเป็นเรื่องปกติของคู่ชีวิต แต่​หากขาดการพูดคุยสื่อสารให้เข้าใจ ก็อาจเป็นตัวแปรให้ความสัมพันธ์​เปราะบางและมีความปรารถนาต่อกันน้อยลง
  • ความกลัวว่าจะสร้างความพึงพอใจให้คู่ได้ไม่มากพอ ความวิตกกังวลในสมรรถภาพทางเพศของตัวเองมากเกินไปอาจเป็นเหตุให้อวัยวะเพศไม่แข็งตัวขึ้นจริงๆ ได้
  • การเสพติดหนังโป๊ รวมถึงสื่อลามกอื่นๆ ในการช่วยตัวเอง อาจเป็นสาเหตุของภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้เช่นกัน เพราะการเสพติดคือการที่สมองถูกฝึกให้ส่งความรู้สึกตื่นตัวออกไปเมื่อได้ดูหนังโป๊เท่านั้น นอกจากนี้ยังอาจสร้างความคาดหวังที่เป็นไปได้จริงยากต่อความสามารถในการมีเซ็กส์ของตัวเอง เนื่องจากยึดติดกับภาพเกินจริงและความแฟนซีที่หนังโป๊สร้างขึ้น
  • การขาดความมั่นใจในตัวเอง ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ความมั่นใจในตัวเองถดถอย ในทางกลับกันผู้ที่มีความมั่นใจต่ำก็อาจด้อยค่าตัวเองว่าไม่มีเสน่ห์ดึงดูดหรือไม่คู่ควรกับอีกฝ่าย นอกจากนี้ความไม่มั่นใจยังทำให้เกิดความรู้สึกผิด​ ซึมเศร้า​ ​วิตกกังวล​และกลัวถูกปฏิเสธ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ได้กล่าวไปแล้ว
  • ความเฉยชาในความสัมพันธ์​ อาจเกิดจากความเบื่อหน่ายหรือความขัดแย้งที่มาแทนที่ความตื่นเต้นและความพึงพอใจในการมีเพศสัมพันธ์กับคู่รัก
  • ความรู้สึกผิด ไม่ว่าจากเรื่องใดก็ตาม อาจทำให้มีความคิดลงโทษตัวเองและปฏิเสธความพึงพอใจจากเซ็กส์เพื่อไถ่โทษ รวมถึงความรู้สึกผิดที่มีอิทธิพลจากความเชื่อทางศาสนาหรือวัฒนธรรมบางอย่างที่มองว่าการมีเซ็กส์คือเรื่องผิดบาปน่าละอาย

ตรวจสอบตัวเองด้วยคำถามง่ายๆ

วิธีตรวจสอบภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศที่เกิดจากสุขภาพจิตในเบื้องต้น ให้ลองตอบคำถามต่อไปนี้

  1. อวัยวะเพศแข็งตัวปกติเมื่อตื่นนอนตอนเช้าหรือไม่
  2. ชีวิตช่วงนี้กำลังเผชิญความเครียดและวิตกกังวลอย่างมากหรือไม่
  3. อวัยวะเพศแข็งตัวเมื่อช่วยตัวเองหรือไม่
  4. กังวลว่าจะไม่สามารถทำให้คู่พอใจในการร่วมเพศหรือไม่

หากตอบว่า “ใช่” ในข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นภาวะเสื่อมสมรรถภาพที่เกิดจากสาเหตุทางจิตใจมากกว่าภาวะจากความผิดปกติทางร่างกายได้

วิธีรับมือกับภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

การรักษาภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศที่เกิดจากจากปัจจัยทางจิตใจจะมุ่งเน้นไปที่การหาสาเหตุแฝงทางสุขภาพจิตและบำบัดด้วยวิธีทางจิตวิทยาเป็นหลัก ทั้งนี้ ปัญหาด้านสมรรถภาพทางเพศอาจเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่หลายคนไม่อยากพูดถึง แต่นักจิตบำบัดมืออาชีพนั้นสามารถช่วยให้เรารู้สึกสบายใจที่จะระบายความในใจ พร้อมกับแนะนำทางออกที่ดีต่อสุขภาพจิต โดยมั่นใจได้เลยว่าข้อมูลการรักษาทั้งหมดจะถูกเก็บเป็นความลับ

ในขั้นตอนการบำบัด นอกจากการพูดคุยให้คำปรึกษาเพื่อจัดการกับความคิดและความรู้สึกที่เป็นตัวการของปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศ นักจิตวิทยาอาจแนะนำวิธีพูดคุยกับคู่รักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมาเพื่อร่วมกันแก้ไข แทนที่จะปกปิดหรือปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งอาจสร้างความเข้าใจผิดและเกิดเป็นปัญหาความสัมพันธ์เรื้อรัง รวมถึงการให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องเพศศึกษาและทัศนคติต่อการมีเพศสัมพันธ์ในแง่บวก

ในทางตรงกันข้าม หากภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศเกิดจากสาเหตุด้านร่างกาย ได้แก่ ความเสื่อมตามอายุที่มากขึ้น และอาการเจ็บป่วยที่ส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดบริเวณอวัยวะเพศ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคความผิดปกติทางฮอร์โมน การรักษานั้นมักเป็นการใช้ยาเข้าช่วยและเน้นควบคุมโรคที่ส่งผลต่อสมรรถภาพทางเพศ

เมื่อไรถึงควรไปพบแพทย์?

อาการอวัยวะเพศไม่แข็งตัวหรือแข็งตัวไม่เต็มที่ที่นับวันยิ่งรุนแรงหรือเกิดขึ้นบ่อยเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าควรได้รับการรักษาโดยแพทย์ ซึ่งการวินิจฉัยเบื้องต้นมักเริ่มจากตรวจร่างกายและตรวจเลือดเพื่อระบุว่าเกิดจากสาเหตุทางร่างกายหรือไม่ ตลอดจนการถามคำถามเพื่อประเมินสุขภาพทางเพศและระดับความเครียดที่เป็นปัจจัยแฝง

ภาวะเสื่อมหรือหย่อนสมรรถภาพทางเพศที่เกิดจากกลไกทางจิตใจและอารมณ์เกิดขึ้นได้กับผู้ชายทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ และไม่จำเป็นต้องมีความผิดปกติทางร่างกายเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอไป ถ้ารู้สึกว่าตัวเองกำลังประสบปัญหานี้ หรือมีความเครียดความวิตกกังวลที่น่าจะส่งผลต่อแรงขับทางเพศ สามารถนัดหมายปรึกษาแพทย์และนักจิตวิทยาพรีโมแคร์​ที่นี่

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมายล่วงหน้าที่ @primocare 
โทร 02-038-5595, 082-527-9924
คลิกดูหลากหลายบริการของเราที่นี่

บทความที่เกี่ยวข้อง

Categories
Uncategorized

คู่มือวัคซีน HPV ตอบข้อสงสัย ป้องกันมะเร็งปากมดลูกอย่างมั่นใจ

คู่มือวัคซีน HPV ตอบข้อสงสัย ป้องกันมะเร็งปากมดลูกอย่างมั่นใจ

คู่มือวัคซีน HPV ตอบข้อสงสัย
ป้องกันมะเร็งปากมดลูกอย่างมั่นใจ

ไวรัส HPV ต้นเหตุโรคร้ายหลายชนิดทั้งในหญิงและชาย มีแฟนคนเดียวก็ติดได้ ตอบทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน HPV ป้องกันตั้งแต่วันนี้

วัคซีน HPV วัคซีนสำคัญที่ควรฉีดทั้งในผู้ชายและผู้หญิงตั้งแต่เด็กเพื่อป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ไวรัสที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก มะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิงไทยเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม นอกจากนี้เชื้อ HPV ยังเป็นสาเหตุของหูดหงอนไก่ รวมถึงมะเร็งชนิดอื่นๆ ทั้งในเพศชายและหญิง เช่น มะเร็งช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งที่คอหอยอีกด้วย

ปัจจุบันวัคซีน HPV เป็นวัคซีนที่เด็กอายุตั้งแต่ 9 ปีขึ้นไปทุกคนควรได้รับ และสามารถฉีดได้จนถึงอายุ 45 ปี ทั้งในเพศชายและเพศหญิง จากเดิมที่แนะนำให้ฉีดที่อายุไม่เกิน 26 ปี 

ป้องกัน HPV ตอนนี้ก็ยังไม่สาย คุณหมอพรีโมแคร์ ชวนมาหาคำตอบทุกข้อสงสัย เตรียมพร้อมฉีดวัคซีนป้องกันตัวคุณเองและคู่ของคุณจากไวรัส HPV อย่างมั่นใจในบทความนี้

เชื้อ HPV คืออะไร?

HPV หรือ Human papillomavirus คือเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยที่สุด เชื้อชนิดนี้มีหลากหลายสายพันธ์ุ ส่วนใหญ่ไม่ก่อให้เกิดโรคและร่างกายสามารถกำจัดเชื้อออกไปได้เองโดยที่ผู้ติดเชื้ออาจไม่ทันรู้ตัว 

อย่างไรก็ตาม มีเชื้อ HPV บางสายพันธุ์ที่แฝงอยู่ในร่างกายได้นานและเป็นสาเหตุของโรคหูดหงอนไก่และโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก มะเร็งที่อวัยวะเพศชาย และมะเร็งที่หลังคอ ซึ่งบางรายอาจเริ่มมีอาการก็เมื่อผ่านไปหลายปีแล้ว

เชื้อไวรัส HPV สามารถติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทั้งทางช่องคลอด ทวารหนัก และทางปากกับผู้ที่ติดเชื้อ รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้สอดใส่แต่ผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศสัมผัสกัน และการใช้เซ็กส์ทอยร่วมกัน โดยผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ แม้จะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ 

ทำไมถึงควรฉีดวัคซีน HPV?

ทั้งชายและหญิงที่มีเพศสัมพันธ์ล้วนมีความเสี่ยงได้รับเชื้อ HPV แม้จะเป็นการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่เปลี่ยนคู่นอนก็ตาม โดยคาดการณ์ว่าคนที่มีเพศสัมพันธ์ประมาณ 80% จะติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต แต่ส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวเพราะร่างกายจะกำจัดเชื้อได้เองเมื่อเวลาผ่านไป 

การฉีดวัคซีน HPV เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยป้องกันจากเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุของหูดหงอนไก่และมะเร็งปากมดลูก รวมถึงมะเร็งชนิดอื่นๆ 

ปัจจุบันมีวัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธุ์ ที่ครอบคลุมการป้องกันเชื้อที่เป็นสาเหตุของมะเร็งและโรคจาก HPV เพิ่มเติมจากวัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์ (สายพันธุ์ 6, 11, 16, 18)

  • ป้องกันสายพันธุ์ 6 และ 11 ที่เป็นสาเหตุของโรคหูดหงอนไก่กว่า 90% 
  • ป้องกันสายพันธุ์ 16 และ 18 ที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูก 70%
  • ป้องกันสายพันธุ์ 31, 33, 45, 52, 58 ที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูก 20% ที่เหลือ

ใครบ้างควรฉีดวัคซีน HPV?

วัคซีน HPV สามารถฉีดได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง โดยช่วงอายุที่ดีที่สุดคือ 9-26 ปี แม้จะเคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนก็สามารถฉีดได้ อย่างไรก็ตาม การศึกษาในปัจจุบันพบว่าผู้ที่มีอายุ 27-45 ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีน HPV ก็จะได้รับประโยชน์ในการป้องกันจากวัคซีนนี้เช่นกัน

วัคซีน HPV มีกี่ชนิด แตกต่างกันอย่างไร?

วัคซีน HPV แต่ละชนิด บรรจุเชื้อ HPV ในสายพันธุ์ที่ต่างกันออกไป โดยเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่มักก่อให้เกิดโรคนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ 

  1. สายพันธุ์ความเสี่ยงสูงที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ได้แก่ สายพันธุ์ 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58 
  2. สายพันธุ์ความเสี่ยงต่ำที่ก่อให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศ ได้แก่ สายพันธุ์ 6 และ 11

วัคซีน HPV มีทั้งหมด 3 ชนิด ได้แก่ 

  • ชนิด 2 สายพันธุ์ (Cervarix, 2vHPV) มีประสิทธิภาพป้องกันเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกประมาณ 70%
  • ชนิด 4 สายพันธุ์ (Gardasil, 4vHPV) มีประสิทธิภาพป้องกันเชื้อ HPV สายพันธุ์ 6, 11, 16, 18 ครอบคลุมเชื้อที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกประมาณ 70% และครอบคลุมเชื้อที่เป็นสาเหตุของหูดหงอนไก่ 90% รวมทั้งมีการศึกษาถึงประสิทธิภาพในการป้องกันโรคและมะเร็งจาก HPV ในเพศชาย เช่น มะเร็งทวารหนัก และหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศชาย
  • ชนิด 9 สายพันธุ์ (Gardasil 9, 9vHPV) มีประสิทธิภาพป้องกันเชื้อ HPV สายพันธุ์ 6, 11, 16, 18, 31,33, 45, 52, 58 ครอบคลุมการป้องกันเชื้อที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกและโรคหูดหงอนไก่ได้ 90% ทั้งยังมีผลการศึกษารับรองประสิทธิภาพในการป้องกันโรคและมะเร็งจาก HPV ในเพศชาย

คำแนะนำการฉีดวัคซีน HPV ในแต่ละช่วงอายุ

อายุ

จำนวนเข็มที่ฉีด

ระยะห่างการฉีด

9-14 ปี*

2 เข็ม**

เข็มที่ 1: วันที่ต้องการฉีด

เข็มที่ 2: หลังจากเข็มแรก 6-12 เดือน

3 เข็ม

เข็มที่ 1: วันที่ต้องการฉีด

เข็มที่ 2: หลังจากเข็มแรก 2 เดือน

เข็มที่ 3: หลังจากเข็มแรก 6 เดือน

15-45 ปี

3 เข็ม

เข็มที่ 1: วันที่ต้องการฉีด

เข็มที่ 2: หลังจากเข็มแรก 2 เดือน

เข็มที่ 3: หลังจากเข็มแรก 6 เดือน

*แพทย์จะพิจารณาจำนวนเข็มที่ต้องฉีดตามความเหมาะสม

**หากฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 หลังจากเข็มแรก โดยเว้นช่วงน้อยกว่า 5 เดือน ต้องฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพิ่ม โดยฉีดห่างจากเข็มที่ 2 อย่างน้อย 4 เดือน

สำหรับวัคซีนชนิด 3 เข็ม เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดควรได้รับวัคซีนครบทั้ง 3 เข็ม ภายในเวลา 1 ปี แต่หากเลยกำหนด สามารถฉีดต่อได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นฉีดเข็มแรกใหม่

ฉีดวัคซีน HPV แล้วยังคงต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

ผู้หญิงที่ฉีดวัคซีน HPV แล้วยังคงจำเป็นต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำเพื่อหาเซลล์ผิดปกติที่เกิดจากเชื้อ HPV เนื่องจากวัคซีนไม่ได้ช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ 100% อีกทั้งไม่สามารถรักษาการติดเชื้อที่อาจเคยเกิดขึ้นในกรณีที่มีเพศสัมพันธ์ก่อนได้รับวัคซีน ซึ่งเชื้อ HPV นั้นสามารถฝังตัวอยู่ในร่างกายเป็นเวลานานหลายปีกว่าจะก่อให้เกิดโรค

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวัคซีน HPV

ฉีดได้ วัคซีน HPV แนะนำสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 9-45 ปี ทั้งในชายและหญิง

ปัจจุบันตามแนวทางการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV ของประเทศไทย แนะนำให้ฉีดในช่วงอายุ 9-26 ปี ทั้งชายและหญิงได้ทันที ในกรณีอายุ 27-45 ปี ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและประเมินประโยชน์จากการฉีดเพิ่มเติม

แม้มีเพศสัมพันธ์แล้วก็สามารถฉีดได้

วัคซีน HPV มีประสิทธิภาพสูงหากไม่เคยมีเพศสัมพันธ์หรือติดเชื้อ HPV มาก่อน แต่หากเคยติดเชื้อ HPV มาแล้ว ก็จะช่วยป้องกันการติดเชื้อในสายพันธุ์ที่ยังไม่เคยติด รวมถึงช่วยป้องกันการติดเชื้อซ้ำในกรณีที่เคยติดเชื้อแล้ว แต่ร่างกายกำจัดเชื้อนั้นออกไปได้โดยไม่ก่อให้เกิดโรค

วัคซีน HPV จะมีประสิทธิภาพสูงที่สุดเมื่อฉีดครบแล้ว 1 เดือน อย่างไรก็ตาม การมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างนี้อาจไม่ได้ทำให้ติดเชื้อ HPV ทุกครั้ง แต่หากได้รับเชื้อ HPV ก็อาจทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลงได้

สามารถฉีดได้ทันทีโดยไม่ต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกหรือตรวจหาเชื้อ HPV 

เชื้อที่ตรวจพบจากการตรวจมะเร็งปากมดลูกหรือการตรวจเชื้อ HPV อาจไม่ได้เป็นการติดเชื้อแบบฝังแน่นจนก่อให้เกิดโรคเสมอไป และหากพบเซลล์ปากมดลูกผิดปกติก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าเกิดจากการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ในวัคซีน

วัคซีน HPV สามารถป้องกันเชื้อสายพันธุ์อื่นๆ ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อนได้ รวมทั้งสามารถป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์เดิมซ้ำได้เช่นกัน

หมายเหตุ: แม้เคยติดเชื้อ HPV บางสายพันธุ์มาแล้วก็ยังคงได้ประโยชน์ในการป้องกันเชื้อสายพันธุ์นั้นๆ เนื่องจากภูมิที่เกิดจากการติดเชื้อตามธรรมชาติอาจไม่สูงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อซ้ำได้ โดยจากการศึกษาด้วยการฉีดวัคซีน HPV ในผู้หญิงที่ตรวจพบความผิดปกติของมะเร็งปากมดลูกก่อนระยะลุกลาม (CIN2+) ผลการติดตามเป็นเวลา 4 ปีภายหลังการรักษา พบว่าวัคซีนช่วยลดการกลับมาเป็นซ้ำได้ 80% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับวัคซีน HPV

ผู้หญิงที่เพิ่งคลอดบุตรหรือกำลังให้นมบุตร สามารถฉีดวัคซีน HPV ได้ โดยสามารถปรึกษาแพทย์หรือสูตินรีแพทย์เพิ่มเติมก่อนรับวัคซีน

จากรายงาน วัคซีน HPV ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อทารกในครรภ์ โดยจัดอยู่ในประเภทที่สามารถใช้ในสตรีมีครรภ์ได้อย่างปลอดภัย (Pregnancy category B) อย่างไรก็ตาม ควรงดรับวัคซีนเข็มถัดไปจนกว่าจะคลอด และหลังคลอดสามารถฉีดวัคซีนเข็มต่อไปได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นฉีดเข็ม 1 ใหม่

เชื้อ HPV สามารถก่อโรคได้ในผู้ชายเช่นเดียวกัน เช่น หูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศชาย มะเร็งทวารหนัก มะเร็งอวัยวะเพศชาย ซึ่งโอกาสการติดเชื้อ HPV ในเพศชายจะสูงอย่างต่อเนื่องและไม่ลดลงตามช่วงอายุ การใช้ถุงยางอนามัยไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100% ดังนั้น การฉีดวัคซีน HPV ในผู้ชายจึงสามารถป้องกันการติดเชื้อได้โดยตรง ทั้งยังป้องกันการเป็นพาหะนำโรคไปสู่ผู้หญิงอีกด้วย

แนะนำให้ฉีดวัคซีน HPV ตามช่วงอายุเช่นเดียวกับผู้หญิง

  • อายุ 9-14 ปี ฉีดชนิด 2 เข็ม
  • อายุ 15-45 ปี ฉีดชนิด 3 เข็ม

แม้ยังไม่ถึงวัยมีเพศสัมพันธ์ก็ควรฉีดวัคซีนป้องกันไว้ก่อน โดยวัคซีน HPV นั้นมีประสิทธิภาพป้องกันเชื้อที่ก่อโรคไม่ต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งหากถึงเวลานั้นแล้วก็มีโอกาสที่จะมีเพศสัมพันธ์ หรือหากไม่มีเพศสัมพันธ์ การป้องกันก็ย่อมดีกว่าการเสี่ยงรับเชื้อที่ทำให้เกิดโรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง

จากการศึกษาพบว่าผู้ที่เคยฉีดวัคซีน HPV 4 สายพันธุ์มาครบแล้ว สามารถรับวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ใหม่ ครบทั้ง 3 เข็มได้อย่างปลอดภัย โดยที่ร่างกายตอบสนองต่อการสร้างภูมิคุ้มกันต่อ HPV อีก 5 สายพันธุ์ที่เพิ่มขึ้นมาได้ดี 

อย่างไรก็ตาม จากคำแนะนำในปัจจุบัน ผู้ที่ได้รับวัคซีน HPV มาครบ 3 เข็มแล้ว อาจไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธุ์เพิ่ม ยกเว้นกรณีมีความต้องการที่จะได้รับการป้องกันเพิ่มเติมจากเดิม ทั้งนี้แนะนำให้ปรึกษาแพทย์และอาจพิจารณาตามความเหมาะสมไป 

หากจำเป็นต้องได้รับวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์เพิ่มเติม ควรเว้นระยะห่างจากวัคซีนเดิมที่ได้รับก่อนหน้านี้อย่างน้อย 1 ปี เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกัน

ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนชนิด 9 สายพันธุ์สลับกับชนิดอื่น หากต้องการฉีดวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ ควรฉีดวัคซีนเดิมให้ครบ และรับใหม่ให้ครบทั้ง 3 เข็มเช่นกัน เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันการติดเชื้อ HPV เพิ่มเติมอีก 5 สายพันธุ์ ได้แก่ 31, 33, 45, 52, 58 โดยเว้นระยะห่างจากเข็มสุดท้ายของวัคซีนชนิดที่ได้รับก่อนหน้านี้อย่างน้อย 1 ปี ก่อนเริ่มต้นฉีดวัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธุ์

จากการศึกษาที่มีการติดตามยาวนานพบว่าในเด็กอายุ 9-15 ปีที่ได้รับวัคซีน 9 สายพันธุ์ หรือ Gradasil 9 ร่างกายตอบสนองต่อการสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี โดยมีภูมิคุ้มกันมากกว่า 90% ยาวนานกว่า 7 ปี และมีประสิทธิภาพ 100% ในการป้องกันการเกิดรอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลามและหูดหงอนไก่ในผู้หญิง รวมถึงหูดหงอนไก่ผู้ชาย 

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในกลุ่มผู้หญิงอายุ 16-26 ปี พบว่าวัคซีน 9 สายพันธุ์มีประสิทธิภาพสูงเทียบเท่ากับชนิด 4 สายพันธุ์ ในการป้องกันสายพันธุ์ 6,11,16,18 โดยมีประสิทธิภาพในการป้องกันรอยโรคขั้นสูงก่อนการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ 98.2% และป้องกันมะเร็งปากช่องคลอดและมะเร็งผนังช่องคลอดได้ 100% รวมทั้งมีประสิทธิภาพในการป้องกันรอยโรคขั้นสูงและมะเร็งจาก HPV สายพันธุ์ 31, 33, 45, 52 และ 58 ได้ถึง 97% 

สำหรับการศึกษาในกลุ่มผู้ชายอายุ 16-26 ปี พบว่าวัคซีน Gardasil 9 (ชนิด 9 สายพันธุ์) มีประสิทธิภาพดีเทียบเท่ากับ Gardasil (ชนิด 4 สายพันธุ์) ในการป้องกัน HPV สายพันธุ์ 6,11,16,18 โดยมีประสิทธิภาพในการป้องกันหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศได้ถึง 89% และป้องกันมะเร็งทวารหนักได้ 75% 

นอกจากนี้ จากข้อมูลการศึกษาเปรียบเทียบการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อประสิทธิภาพในการป้องกันโรค พบว่าในผู้ชายสามารถตอบสนองต่อการสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีไม่ต่างจากในผู้หญิงอายุ 16-26 ปี ต่อเชื้อ HPV ทั้ง 9 สายพันธุ์ ดังนั้น Gardasil 9 จึงมีประสิทธิภาพดีในเพศชายเทียบเท่ากับในเพศหญิงในการป้องกันรอยโรคขั้นสูงและมะเร็งจาก HPV สายพันธุ์ 31, 33, 45, 52 และ 58 ได้ถึง 97% เช่นกัน

จากการศึกษาพบว่าหลังฉีดวัคซีนครบ 3 เข็มแล้ว ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันและสามารถป้องกันโรคได้ยาวนาน มากกว่า 10 ปี โดยไม่ต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นซ้ำ

ก่อนรับวัคซีนควรพักผ่อนให้เพียงพอ โดยไม่มีข้อห้ามใดๆ ไม่จำเป็นต้องงดแอลกอฮอล์หรืองดสูบบุหรี่ และหากมีประจำเดือนก็สามารถฉีดวัคซีนได้ตามปกติ

จากข้อมูลการใช้ทั่วโลกมากกว่า 270 ล้านโดส พบว่าผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน HPV ส่วนมากไม่รุนแรง และยังไม่พบการเสียชีวิตจากการฉีดวัคซีนนี้ ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยหลังฉีดวัคซีน ได้แก่ บริเวณที่ฉีดมีอาการปวด บวม หรือแดง ปวดศีรษะ บางคนอาจมีอาการคัน ฟกช้ำ มีไข้ คลื่นไส้ มึนงง หรืออ่อนล้า

พรีโมแคร์ เมดิคอล คลินิก ชวนคุณส่งความห่วงใยให้คนใกล้ตัวด้วยการพากันฉีดวัคซีนป้องกัน HPV โดยเฉพาะเด็กๆ ในครอบครัวที่มีอายุ 9 ปีขึ้นไป โดยถือเป็นการป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งยังส่งผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีนที่จะได้รับอย่างเต็มที่ 

ทั้งนี้ การฉีดวัคซีน HPV ไม่ได้หมายถึงการสนับสนุนให้เด็กมีเพศสัมพันธุ์ก่อนวัยอันควร คุณพ่อคุณแม่ที่มีความกังวลใจในข้อนี้ควรคำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของตัวเด็กเป็นหลัก เพื่อปกป้องเด็กจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และโรคมะเร็งที่อาจเกิดจากเชื้อ HPV ซึ่งมีคนมากกว่า 80% ที่เสี่ยงได้รับ

มีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน HPV หรือต้องการนัดหมายฉีดวัคซีน ติดต่อทีมแพทย์พรีโมแคร์ได้เลยที่ LINE @primoCare หรือโทร  02-038-5595, 082-527-9924

เปิดทำการทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.00 – 18.00 น.

บทความที่เกี่ยวข้อง