Primocare Medical | th

อีเมล [email protected]

Categories
Uncategorized

ข้อปฏิบัติก่อนและหลังฉีดวัคซีนโควิด-19

เตรียมพร้อมกับข้อปฏิบัติก่อนและหลังฉีดวัคซีนโควิด-19

เตรียมพร้อมกับข้อปฏิบัติก่อนและหลังฉีดวัคซีนโควิด-19

รับวัคซีนอย่างมั่นใจ กับข้อควรปฏิบัติก่อนและหลังฉีดวัคซีนโควิด-19 ทุกขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนฉีด ระหว่างฉีด หลังฉีด ควรทำ-ห้ามทำอะไร

วัคซีนโควิด-19 ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อของตัวเราเองและคนรอบข้าง ทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เราทุกคนสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ สำหรับใครที่กำลังจะได้รับวัคซีนเร็วๆ นี้ แต่ยังไม่แน่ใจว่ามีข้อปฏิบัติก่อนและหลังฉีดวัคซีนอย่างไรบ้าง บทความนี้คุณหมอพรีโมแคร์ มีคำแนะนำสำหรับทุกขั้นตอนการฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อเป็นแนวทางให้คุณเตรียมพร้อมได้อย่างมั่นใจ

การเตรียมตัวก่อนนัดหมายฉีดวัคซีนโควิด-19

บุคคลต่อไปนี้ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลก่อนนัดหมายรับวัคซีน

  • มีโรคประจำตัว หรือมียารักษาโรคที่ต้องรับประทานเป็นประจำ
  • เคยมีอาการแพ้อย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นยา อาหาร หรือวัคซีนชนิดอื่นๆ
  • กำลังตั้งครรภ์

ในกรณีที่ต้องรับวัคซีนชนิดอื่นๆ ในช่วงเดียวกับวัคซีนโควิด-19 สามารถทำได้ทันที ไม่จำเป็นต้องเว้นระยะห่างระหว่างวัคซีนทั้ง 2 ชนิดอีกต่อไป ตามคำแนะนำอย่างเป็นทางการจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) เนื่องจากปัจจุบันมีข้อมูลยืนยันความปลอดภัยของวัคซีนโควิด-19 มากเพียงพอแล้ว 

ข้อปฏิบัติก่อนฉีดวัคซีนโควิด-19

  • พักผ่อนและดื่มน้ำให้เพียงพอ 
  • งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 24 ชั่วโมงก่อนและหลังฉีดวัคซีน
  • ไม่จำเป็นต้องงดชาและกาแฟหากดื่มเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ควรเลี่ยงหากปกติไม่ค่อยดื่ม เพราะสารคาเฟอีนในชาและกาแฟอาจทำให้หัวใจเต้นเร็วและมีความดันโลหิตสูงขึ้น
  • สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ แต่ไม่ควรหักโหมทำงานหรือออกกำลังกายหนักเกินไป
  • ผู้ที่กำลังคุมกำเนิด ไม่จำเป็นต้องหยุดยา ไม่ว่าจะคุมกำเนิดด้วยการกิน ฉีด หรือฝังยาคุมก็ตาม
  • ไม่ควรรับประทานยาแก้ปวดเพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการฉีดวัคซีนล่วงหน้า เช่น พาราเซตามอล ไอบูโพรเฟน นาพร็อกเซน แอสไพริน เว้นแต่กรณีที่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ หรือต้องรับประทานเป็นประจำอยู่แล้ว

ควรเลื่อนนัดการฉีดวัคซีนโควิด-19 ออกไปก่อนในกรณีต่อไปนี้

  • รู้สึกไม่สบาย มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หรือมีอาการอื่นๆ ที่อาจเกิดจากการติดเชื้อโควิด-19 
  • อยู่ในระหว่างรอผลตรวจโควิด-19 
  • ผลตรวจพบเชื้อโควิด-19 และอยู่ในระหว่างการรักษาแบบ Home Isolation
  • อยู่ในช่วงกักตัวหลังจากเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยงหรือสัมผัส/ใกล้ชิดผู้ที่ติดเชื้อ
  • ไม่ควรฉีดวัคซีน หากมีประวัติแพ้ส่วนประกอบของวัคซีนชนิดนั้นๆ อย่างรุนแรง หรือมีอาการแพ้รุนแรงหลังจากฉีดวัคซีนเข็มแรกไปแล้ว ควรปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่เพื่อเปลี่ยนไปรับวัคซีนยี่ห้ออื่นแทน

ขั้นตอนการฉีดวัคซีนโควิด-19

  • เตรียมเอกสารต่างๆ ให้พร้อม เช่น บัตรประจำตัวประชาชน ข้อมูลยืนยันการลงทะเบียนนัดรับวัคซีน และบัตรประวัติสุขภาพ บัตรประวัติการแพ้ยา (ถ้ามี)
  • ก่อนฉีดวัคซีน สามารถรับประทานอาหารและรับประทานยารักษาโรคได้ตามปกติ หากแพทย์ประจำตัวไม่ได้แนะนำให้หยุดยา
  • แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบหากมีโรคประจำตัว หรือเคยมีประวัติแพ้วัคซีนโควิด-19 หรือวัคซีนอื่นๆ อย่างรุนแรงมาก่อน
  • แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบหากใช้ยาละลายลิ่มเลือด หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด
  • การฉีดวัคซีนจะฉีดบริเวณต้นแขน โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที หากรู้สึกประหม่าหรือกังวลให้ค่อยๆ หายใจเข้าออกลึกๆ อย่ามองไปที่เข็ม และพยายามไม่เกร็งแขนขณะฉีดวัคซีน
  • สวมใส่เสื้อผ้าแขนสั้นหรือเสื้อที่สามารถเปิดไหล่เพื่อรับการฉีดวัคซีนได้สะดวก
  • สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ว่าอยากให้ฉีดข้างซ้ายหรือขวา โดยควรฉีดแขนข้างที่ไม่ถนัด เพื่อให้เป็นอุปสรรคต่อการทำกิจวัตรประจำวันน้อยที่สุด
  • ควรสวมหน้ากากให้ถูกวิธีตลอดเวลาที่รับวัคซีน และควรหันหน้าไปในทางตรงข้ามกับเจ้าหน้าที่ที่ฉีดวัคซีนให้ เพื่อความปลอดภัยของทั้งตัวผู้รับวัคซีนและผู้ฉีดวัคซีน

ระหว่างรอดูอาการหลังฉีดวัคซีน

  • ควรนั่งรอดูอาการเป็นเวลา 30 นาที เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีผลข้างเคียงหรืออาการแพ้ หากมีอาการรุนแรง เช่น คัน วิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม คลื่นไส้ อาเจียน หายใจมีเสียงดังหวีด หายใจติดขัด หายใจถี่ หัวใจเต้นเร็ว มีอาการบวมตามหน้า ริมฝีปาก ตา ชาบริเวณใบหน้า ชาครึ่งซีก แขนขาอ่อนแรง ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที
  • หากใน 30 นาทีไม่มีอาการ สามารถกลับบ้านได้ และควรตรวจสอบวันและเวลานัดหมายสำหรับการรับวัคซีนเข็มที่ 2 ให้แน่ใจ หากไม่สะดวกในวันและเวลาดังกล่าว อาจแจ้งหรือสอบถามเจ้าหน้าที่เพื่อเลื่อนนัด
  • สำหรับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 หรือฉีดครบโดสแล้ว เจ้าหน้าที่จะให้ใบรับรองการฉีดวัคซีนโควิด-19 หรือบางแห่งอาจให้ในรูปแบบคิวอาร์โค้ดในเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่จองรับวัคซีน 

ข้อปฏิบัติหลังฉีดวัคซีนโควิด-19

  • การฉีดวัคซีนมีผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย เช่น ปวด แดง หรือบวมบริเวณที่ฉีด มีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ เป็นต้น อาการเหล่านี้จะหายไปเองใน 1-2 วัน หากอาการไม่ดีขึ้น มีอาการรุนแรงกว่าเดิม หรือมีอาการนานกว่า 1 สัปดาห์ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
  • หากปวดหรือบวมบริเวณที่ฉีดวัคซีน สามารถประคบเย็นบริเวณดังกล่าวเพื่อบรรเทาอาการ 
  • หากรู้สึกปวดแขน หรือปวดศีรษะมาก สามารถรับประทานยาพาราเซตามอล โดยรับประทานตามปริมาณที่ระบุบนฉลากการใช้ยา
  • ดื่มน้ำและนอนพักผ่อนให้เพียงพอในช่วง 1-2 วันแรก
  • งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 24 ชั่วโมงหลังฉีดวัคซีน
  • สามารถเคลื่อนไหวหรือใช้งานแขนข้างที่ฉีดวัคซีนได้ แต่ควรงดการเกร็งแขน
  • ทำกิจวัตรต่างๆ ได้ตามปกติ แต่ไม่ควรหักโหมทำงานหรือออกกำลังกายหนักเกินไป และควรพักผ่อนหากมีไข้

ฉีดวัคซีนแล้วยังต้องสวมหน้ากากอนามัยอยู่ไหม?

เนื่องจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100% อีกทั้งปัจจุบันจำนวนผู้ที่ฉีดวัคซีนยังไม่ครอบคลุมประชากรส่วนมาก และไม่มากพอที่จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ทำให้แม้จะฉีดวัคซีนครบทั้ง 2 เข็ม หรือครบโดสแล้ว ก็ยังมีโอกาสสูงในการสัมผัสผู้ติดเชื้อที่ยังไม่ได้รับวัคซีน หรือผู้ที่รับวัคซีนครบแล้วอาจติดเชื้อแต่ไม่แสดงอาการ ส่งผลให้เสี่ยงแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว 

ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคต่อไป คือ สวมหน้ากากอนามัยให้ถูกวิธี โดยเฉพาะในพื้นที่แออัดหรือมีการระบายอากาศไม่ดี ล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่างอย่างน้อย 2 เมตร ปิดปากปิดจมูกเมื่อไอจาม และหลีกเลี่ยงการอยู่ร่วมกันในพื้นที่ปิดหรือมีอากาศถ่ายเทไม่สะดวก 

นอกจากนี้ในช่วงหลังฉีดวัคซีน ร่างกายจะต้องใช้เวลา 2-4 สัปดาห์จึงจะเกิดภูมิคุ้มกันเต็มที่ หากละเลยการป้องกันตัวเองในช่วงนี้อาจยิ่งเสี่ยงติดเชื้อมากขึ้น และเสี่ยงมีอาการรุนแรง เนื่องจากยังไม่มีภูมิคุ้มกันจากวัคซีนมากพอนั่นเอง

หากมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน ข้อปฏิบัติตัวก่อนและหลังฉีดวัคซีน หรือทุกเรื่องสุขภาพที่สงสัย ปรึกษาทีมแพทย์พรีโมแคร์ เมดิคอล คลินิก ได้เลยที่ Line @primoCare

บทความที่เกี่ยวข้อง

Categories
Uncategorized

แนวทางการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในผู้มีโรคประจำตัว-โรคเรื้อรัง

แนวทางการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในผู้มีโรคประจำตัว-โรคเรื้อรัง

แนวทางการฉีดวัคซีนโควิด-19
ในผู้มีโรคประจำตัว-โรคเรื้อรัง

วัคซีนโควิด-19 กับข้อควรระวังในผู้มีโรคประจำตัว คำแนะนำการฉีดวัคซีนของผู้ป่วยมะเร็ง หัวใจ ตับ ไต เบาหวาน หอบหืด โรคผิวหนัง ฯลฯ

การฉีดวัคซีนโควิด-19 ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ รวมทั้งลดความรุนแรงของโรคและการเสียชีวิตในกรณีที่เกิดการติดเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยโรคเรื้อรั้ง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคปอด โรคหอบหืด โรคตับ โรคไตเรื้อรัง และภาวะอ้วน รวมไปถึงผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ และผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มอื่น 

บทความนี้ พรีโมแคร์ เมดิคอล คลินิก รวบรวมแนวทางการรับวัคซีนโควิด-19 ในผู้ป่วยเรื้อรัง ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญโรคต่างๆ มาฝาก อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยหรือญาติควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวที่ให้การดูแลรักษาด้วย เพื่อคำแนะนำที่ถูกต้องเหมาะสมกับภาวะสุขภาพของตัวเองมากที่สุด

คำแนะนำการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในผู้ป่วยแต่ละโรค

ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังส่วนใหญ่สามารถรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้อย่างปลอดภัย แต่สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในช่วงอาการกำเริบหรืออาการยังไม่คงที่ มักแนะนำให้รอจนกว่าจะควบคุมอาการได้

นอกจากนี้ ผู้ที่กำลังใช้ยารักษาโรคหรืออยู่ในขั้นตอนรับการรักษา ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลก่อนเสมอ เพราะยาหรือการรักษาบางชนิดอาจส่งผลต่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด-19 ซึ่งแพทย์อาจแนะนำให้ปรับเปลี่ยนแผนการรักษาหรือปริมาณยาที่ใช้ก่อนรับวัคซีน

ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด

สามารถฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้ทันที แต่มีข้อควรระมัดระวัง ดังนี้

  • ผู้ที่มีอาการกำเริบ/อาการยังไม่คงที่/มีอาการที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ให้รอจนกว่าอาการจะดีขึ้นและคงที่ ค่อยรับการฉีดวัคซีน
  • ผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่จุดฉีดวัคซีนทราบ

ผู้ป่วยโรคมะเร็ง

สามารถรับวัคซีนโควิด-19 ได้ทันที แต่ควรระมัดระวังในบางกลุ่ม ดังนี้

  • ผู้ที่ยังไม่ได้เริ่มรับการรักษา สามารถฉีดวัคซีนได้ในช่วงอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนเริ่มรักษา
  • ผู้ที่เพิ่งรับการรักษาโดยการปลูกถ่ายเซลล์เม็ดเลือด ให้รออย่างน้อย 3 เดือน แล้วค่อยรับวัคซีนโควิด-19 
  • ผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการผ่าตัด ควรรออย่างน้อย 3 วันหลังวันผ่าตัด แล้วค่อยรับวัคซีนโควิด-19
  • ผู้ป่วยที่ได้รับยา Rituximab ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลก่อนรับวัคซีน
  • ผู้ที่ปลูกถ่ายไขกระดูกและไม่มีภาวะแทรกซ้อน สามารถรับวัคซีนได้หลังการปลูกถ่าย 3-6 เดือน

ผู้ป่วยโรคตับ

  • ผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ตับอักเสบจากโรคแพ้ภูมิหรือมะเร็งตับ สามารถรับวัคซีนโควิด-19 ได้ทันที โดยไม่ต้องหยุดยาต้านไวรัส ยากดภูมิคุ้มกัน หรือการรักษาอื่นๆ ไม่ว่าก่อนหรือหลังฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19
  • ผู้ที่รับการปลูกถ่ายตับ ควรฉีดวัคซีนโควิด-19 หลังจากปลูกถ่ายอย่างน้อย 3 เดือน หรือเร็วที่สุดอย่างน้อย 1 เดือน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ดูแล

ผู้ป่วยโรคไต

  • ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ผู้ที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมหรือล้างไตทางช่องท้อง และผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต สามารถรับวัคซีนโควิด-19 ได้
  • ผู้ที่อยู่ในภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลัน หรืออยู่ในระหว่างการได้รับยากดภูมิคุ้มกันขนาดสูง ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลก่อนรับวัคซีน

ผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคอ้วน

  • หากมีอาการคงที่และควบคุมโรคได้สามารถรับวัคซีนได้ทันที
  • ผู้ป่วยเบาหวานที่ขาดยาหรือควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ต้องฉีดอินซูลิน ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลก่อนฉีดวัคซีน

ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง

(ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้น หรือโรคหอบหืดที่ควบคุมได้ไม่ดี) 

  • สามารถรับวัคซีนโควิด-19 ได้ แต่หากมีอาการกำเริบ ควรฉีดหลังจากมีอาการ 2-4 สัปดาห์

ผู้ป่วยโรคผิวหนังทั่วไป

  • ผู้ที่มีอาการคงที่และได้รับการรักษาด้วยยาทาภายนอกอย่างเดียว สามารถรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้ทันที
  • ผู้ที่มีอาการยังไม่คงที่หรือใช้ยาชนิดรับประทาน ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัว

ผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตนเอง

  • ควรปรึกษาและให้แพทย์ที่ดูแลประเมินก่อนรับวัคซีน เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยของการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในผู้ป่วยโรคนี้มากนัก

ผู้ป่วยโรคระบบประสาท 

  • สามารถรับวัคซีนโควิด-19 ได้ หากมีอาการทางระบบประสาทคงที่ หรือไม่อยู่ในภาวะอันตรายต่อชีวิตเป็นเวลาอย่างน้อย 4 สัปดาห์
  • ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยากดภูมิคุ้มกัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีน

ผู้ป่วยโรคติดเชื้อเอชไอวี (HIV)

  • สามารถรับวัคซีนโควิด-19 ได้ทันที โดยไม่ต้องหยุดยาต้านเอชไอวี ไม่ว่าก่อนหรือหลังฉีดวัคซีนโควิด-19
  • หากมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสรุนแรง ควรรักษาจนกว่าอาการจะคงที่ก่อน แล้วค่อยรับวัคซีน

ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ/รอปลูกถ่ายอวัยวะ

  • สามารถรับวัคซีนโควิด-19 ได้ทันที โดยไม่ต้องหยุดยากดภูมิคุ้มกัน ไม่ว่าก่อนหรือหลังฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19
  • หากเพิ่งได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะ หรือรับการรักษาภาวะปฏิเสธอวัยวะและได้รับยากดภูมิคุ้มกันในปริมาณสูง ควรรออย่างน้อย 1 เดือน และควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลก่อน

แม้จะรับวัคซีนโควิด-19 แล้ว ผู้ป่วยทุกคนก็ยังมีโอกาสติดเชื้อได้อยู่ดี จึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด คือ สวมหน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธี ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงพื้นที่ปิด/พื้นที่แออัด และเว้นระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 2 เมตร

นอกจากนี้ ญาติหรือผู้ดูแลที่ใกล้ชิดผู้ป่วยเหล่านี้ก็ควรได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ด้วยเช่นกัน เพราะถือเป็นการลดโอกาสสัมผัสเชื้อของผู้ป่วย ช่วยป้องกันผู้ป่วยจากการติดเชื้อได้มากยิ่งขึ้น 

มีคำถามเรื่องสุขภาพหรือการฉีดวัคซีนโควิด-19 ต้องการปรึกษาทีมแพทย์ นักจิตวิทยา นักกายภาพบำบัด หรือนักโภชนาการบำบัด สามารถส่งข้อความมาได้ที่ Line @primoCare

Reference
  • ข้อพิจารณาและคำแนะนำการฉีดวัคซีนโควิด 19 ในผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ. (ddc.moph.go.th/vaccine-covid19/pages/สื่อความรู้)
  • สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย. คำแนะนำการรับวัคซีนโควิด-19 สำหรับผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง. (www.thairheumatology.org/wp-content/uploads)
  • สมาคมปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทย. แนวทางการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในผู้ป่วยที่ได้รับหรือรอรับการปลูกถ่ายอวัยวะ. (http://www.transplantthai.org/newdetails.php?news_id=00135.jsp)
  • Image: Woman photo created by freepik – www.freepik.com

บทความที่เกี่ยวข้อง

Categories
Uncategorized

ฉีดวัคซีนโควิด-19 แบบไขว้สลับยี่ห้อ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันจริงหรือ?

ฉีดวัคซีนโควิด-19 แบบไขว้สลับยี่ห้อ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันจริงหรือ?

ฉีดวัคซีนโควิด-19 แบบไขว้สลับยี่ห้อ
ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันจริงหรือ?

ส่องงานวิจัยต่างประเทศ ฉีดวัคซีนแบบไขว้ เพิ่มภูมิคุ้มกันโควิด-19 ได้จริงไหม? มีผลข้างเคียง-อันตรายหรือไม่ หาคำตอบได้ที่นี่ "

ผลข้างเคียงอย่างภาวะลิ่มเลือดอุดตันจากการฉีดวัคซีน Astrazeneca ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และประชาชนต่างเป็นกังวล ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนวัคซีน หลายประเทศจึงเริ่มหันมาทดลองฉีดวัคซีนโควิด-19 แบบไขว้ (Mix & Match) หรือการฉีดวัคซีน 2 เข็มที่ต่างยี่ห้อกัน ซึ่งแม้จะเป็นแผนการจำเป็นในสถานการณ์ที่บีบบังคับ แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ายังอาจช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันมากกว่าการฉีดวัคซีนตัวเดียวกันทั้ง 2 เข็มได้อีกด้วย

ฉีดวัคซีนโควิดแบบไขว้ ทำได้จริงหรือ?

การฉีดวัคซีนต่างยี่ห้อในเข็มต่างกันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เพราะได้เคยมีการทดลองกับวัคซีนชนิดอื่นๆ มาแล้ว เช่น วัคซีนโรคอีโบล่า มาลาเรีย วัณโรค โรคติดเชื้อเอชไอวี (HIV) เป็นต้น โดยการฉีดแบบสลับนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Heterologous prime-boost

นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าสาเหตุที่การฉีดวัคซีนแบบไขว้อาจช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อโรค เนื่องจากวัคซีนแต่ละตัวจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันในบางส่วนที่ต่างกัน หรือสอนให้ระบบภูมิคุ้มกันจดจำเชื้อโรคในส่วนที่ต่างออกไป ซึ่งก็ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ข้อสันนิษฐานนี้ 

การฉีดวัคซีนโควิด-19 แบบไขว้ เริ่มมีการทดสอบในหลายประเทศ ล่าสุดผลการทดลอง Com-Cov ของมหาวิทยาลัยออกฟอร์ดที่ลองสลับฉีดวัคซีน 2 เข็มต่างชนิดกัน โดยเว้นระยะห่าง 4 สัปดาห์ เพื่อเปรียบเทียบการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน พบว่ากลุ่มที่ฉีดวัคซีนต่างชนิด ทั้ง Astrazeneca ตามด้วย Pfizer และ Pfizer ตามด้วย Astrazeneca มีการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่ดีกว่าการฉีด Astrazeneca ทั้ง 2 เข็ม

นอกจากนี้ ในกลุ่มที่ฉีด Astrazeneca เป็นเข็มแรก ตามด้วย Pfizer ยังพบการเพิ่มขึ้นของระดับ T-cell ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่มีบทบาทสำคัญในการตรวจจับและกำจัดเชื้อไวรัสโควิด-19 สูงที่สุด 

Astrazeneca + Pfizer

ระดับแอนติบอดีสูงกว่ากลุ่มที่ฉีด Astrazeneca 2 เข็ม

การตอบสนองของ T-cell สูงกว่ากลุ่มอื่น

Astrazeneca + Pfizer
/Pfizer + Astrazeneca

ระดับแอนติบอดีสูงกว่ากลุ่มที่ฉีด Astrazeneca ทั้ง 2 เข็ม

Pfizer + Pfizer 

ระดับแอนติบอดีสูงกว่ากลุ่มอื่น

ผลการทดลอง Com-Cov นี้ค่อนข้างสอดคล้องกับการทดลองของนักวิจัยสเปนก่อนหน้าที่เผยว่าคนที่ได้รับวัคซีน Astrazeneca ในเข็มแรก ตามด้วย Pfizer ในเข็มที่ 2 มีภูมิคุ้มกันต่อโรคที่แข็งแรงและมากกว่าการฉีดวัคซีน Astrazeneca ทั้ง 2 เข็ม ซึ่งนับเป็นหลักฐานอีกขั้นที่สนับสนุนว่าการฉีดวัคซีนแบบไขว้นี้สามารถทำได้ในกรณีที่จำเป็น โดยยังคงประสิทธิภาพที่ดีไว้ แต่อาจยังไม่ใช่การทดลองที่ใหญ่พอจะยืนยันได้ว่าการฉีดวัคซีนสลับชนิดนั้นดีกว่าการฉีดวัคซีนชนิดเดียวกัน

ทั้งนี้ การทดลองเกี่ยวกับวัคซีนตัวอื่นก็มีเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด เช่น งานวิจัยของรัสเซียที่ทดลองโดยการฉีดวัคซีนของตัวเองอย่าง Sputnik V กับ AstraZeneca ซึ่งปกติการฉีดวัคซีน Sputnik V นั้นก็ถือว่าเป็นวัคซีนเวกเตอร์ไวรัสอะดีโนที่ต่างชนิดกันใน 2 เข็มอยู่แล้ว

สำหรับประเทศไทย ทางคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ เพิ่งเปิดรับอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการวิจัย ฉีดวัคซีนโควิด-19 สลับชนิดระหว่าง Sinovac และ Astrazeneca โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ฉีด Sinovac เป็นเข็มแรก ตามด้วย Astrazenaca และกลุ่มที่ฉีด Astrazeneca ตามด้วย Sinovac เป็นเข็มที่ 2 ซึ่งผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็ต้องติดตามกันต่อไป

ฉีดวัคซีนแบบไขว้ ปลอดภัยแค่ไหน?

ข้อมูลความปลอดภัยของการฉีดวัคซีนโควิด-19 แบบไขว้ของทางมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด สำหรับผลข้างเคียงในระยะสั้น พบว่าก่อให้เกิดผลข้างเคียงระดับไม่รุนแรงถึงปานกลาง เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย และปวดศีรษะ ซึ่งไม่แน่ว่าอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของการมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงนั่นเอง โดยผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะหายไปเองภายใน 1-2 วัน ส่วนผลข้างเคียงในระยะยาวนั้นยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป 

ฉีดวัคซีนโควิด-19 แบบไขว้ ทำได้หากแพ้รุนแรง

ปัจจุบันการฉีดวัคซีนโควิด-19 แบบสลับได้รับอนุญาตให้ใช้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นในหลายๆ ประเทศ เช่น เยอรมัน สวีเดน แคนาดา ฝรั่งเศส อีตาลี และสเปน อนุญาตให้ผู้ที่รับวัคซีน Astrazaneca เข็มแรกแล้วมีอาการที่เชื่อมโยงกับภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติสามารถรับวัคซีนเข็มที่ 2 ตัวอื่นได้ 

ด้านเกาหลีใต้ที่เผชิญปัญหาการจัดส่งวัคซีน Astrazeneca ล่าช้าก็ได้ประกาศให้บุคลากรทางการแพทย์ที่รับเข็มแรกไปแล้ว รับวัคซีน Pfizer เป็นเข็มที่ 2 ไปก่อนเช่นกัน

สำหรับประเทศไทยนั้นมีคำแนะนำให้เปลี่ยนไปรับวัคซีนโควิด-19 ตัวอื่นในเข็มที่ 2 สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้อย่างรุนแรงในเข็มแรก เช่น หากแพ้ Astrazeneca ก็ให้เปลี่ยนไปฉีด Sinovac ในเข็มที่ 2 เป็นต้น

มีคำถามข้องใจเกี่ยวกับการรับวัคซีนโควิด-19 หรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ กวนใจ ปรึกษาทีมแพทย์พรีโมแคร์ เมดิคอล คลินิก ของเราได้เลยที่ Application LINE @primoCare

Reference

บทความที่เกี่ยวข้อง

Categories
Uncategorized

เทียบประสิทธิภาพ 8 วัคซีนโควิด-19 วัคซีนที่ดีที่สุดมีจริงไหม?

เทียบประสิทธิภาพ 8 วัคซีนโควิด-19 วัคซีนที่ดีที่สุดมีจริงไหม?

เทียบประสิทธิภาพ 8 วัคซีนโควิด-19
วัคซีนที่ดีที่สุดมีจริงไหม?

เทียบประสิทธิภาพ ผลข้างเคียง การป้องกันต่อสายพันธุ์อินเดีย แอฟริกา บราซิล อังกฤษ ของวัคซีนโควิด-19 8 ยี่ห้อที่อาจมีในไทย

ในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ที่รุนแรงขณะนี้ วัคซีนโควิด-19 คือความหวังในการเอาชนะวิกฤตและเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะช่วยหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เพื่อให้เราทุกคนสามารถกลับมาใช้ชีวิตกันได้ตามปกติอีกครั้ง

ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2021 ไทยเราฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มแรกไปแล้วในอัตราประมาณ 1 ใน 10 วันนี้ พรีโมแคร์ เมดิคอล คลินิก เลยชวนคุณมารู้จักวัคซีนโควิด-19 แต่ละยี่ห้อ ในด้านประสิทธิภาพ ผลข้างเคียง และข้อมูลที่คุณควรรู้ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมและสร้างความมั่นใจก่อนรับวัคซีนโควิด-19 

อัปเดตข้อมูลวัคซีนโควิด-19 ในไทย 

ขณะนี้ในไทยมีวัคซีนที่ขึ้นทะเบียนและได้รับอนุญาตให้ใช้ทั้งหมด 6 ชนิด คือ 

  • วัคซีนของบริษัท Sinovac จากประเทศจีน 
  • วัคซีนของ AstraZeneca บริษัทสัญชาติอังกฤษ-สวีเดน ที่จับมือคิดค้นร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด 
  • วัคซีนของบริษัท Johnson & Johnson จากสหรัฐอเมริกา
  • วัคซีนของบริษัท Moderna จากสหรัฐอเมริกา 
  • วัคซีนของบริษัท Sinopharm จากประเทศจีน 
  • วัคซีนของบริษัท Pfizer ในสหรัฐอเมริกาที่คิดค้นร่วมกับบริษัทยาสัญชาติเยอรมันอย่างไบโอเอ็นเท็ค 

นอกจากนี้ยังมีวัคซีนอื่นๆ อีกหลายยี่ห้อที่น่าจับตาหรืออาจมีการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนกับอย. ไทยเร็วๆ นี้ ได้แก่ วัคซีน Sputnik V ของรัสเซีย วัคซีนของบริษัท Novavax จากสหรัฐอเมริกา และวัคซีนของบริษัทภารัต Bharat Biotech จากอินเดีย

ทำความรู้จักวัคซีน 8 บริษัทที่มีและคาดว่าอาจมีในไทย

การพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ถือเป็นการคิดค้นวัคซีนที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์และมีวัคซีนมากกว่าร้อยชนิดที่อยู่ในขั้นตอนการคิดค้นทดลอง ซึ่งวัคซีนบริษัทดังที่มีในไทยแล้วและคาดว่าอาจมีในไทยที่ยกมาวันนี้มีด้วยกัน 8 บริษัท ดังนี้

AstraZeneca (แอสตราเซเนกา)

เป็นวัคซีนชนิดเวกเตอร์ไวรัสที่ใช้เชื้อไวรัสอะดีโนที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคหวัดในลิงชิมแปนซีมาดัดแปลงพันธุกรรมให้มีโปรตีนจากเชื้อไวรัสโควิด-19 (SARS-CoV-2) เป็นส่วนประกอบ เพื่อเข้าไปกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันต่อสู้โรค

ผลการทดลองระยะที่ 3 พบว่ามีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อประมาณ 76% สามารถป้องกันอาการรุนแรงและการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลได้ 100%

ประสิทธิภาพต่อสายพันธ์ุ คาดว่าไม่ป้องกันสายพันธ์ุแอฟริกาใต้หรือ Beta เนื่องจากมีการทดลองที่พบว่าประสิทธิภาพการป้องกันการติดเชื้อลดเหลือ 10% แต่ยังช่วยลดอาการรุนแรงและการเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ยังคงป้องกันสายพันธุ์อื่นๆ ในระดับใกล้เคียงสายพันธุ์เดิม รวมถึงสายพันธ์ุใหม่ในอินเดียอย่าง Delta และ Kappa 

ข้อมูลการฉีด

  • จำนวนโดส: 2 เข็ม ระยะห่างการฉีด 4-12 สัปดาห์
  • ช่วงอายุ: 18 ปีขึ้นไป
  • การเก็บรักษา: อย่างน้อย 6 เดือนที่อุณหภูมิ 2-8°C หรือตู้เย็นปกติ
  • ผลข้างเคียงที่พบบ่อย: คัน ปวด หรือบวมบริเวณที่ฉีด อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หนาวสั่นเหมือนมีไข้ ปวดข้อต่อหรือกล้ามเนื้อ และอาการคล้ายหวัด 

ในยุโรปมีรายงานว่าการฉีดวัคซีน AstraZeneca มีความสัมพันธ์กับภาวะลิ่มเลือดอุดตันในกลุ่มคนอายุน้อย ซึ่งยังอยู่ในอัตราที่พบได้น้อย แต่ก็ทำให้หลายประเทศสั่งระงับการฉีดวัคซีนชนิดนี้ไป และส่วนใหญ่กลับมาฉีดตามเดิมหลังจากองค์การอาหารและยาของสหภาพยุโรปมีข้อสรุปว่าประโยชน์ที่จะได้รับจากการฉีดวัคซีนมีมากกว่าความเสี่ยง ส่วนในประเทศอังกฤษนั้นมีคำแนะนำว่าผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปีควรรับวัคซีนชนิดอื่นแทน

Sinovac (ซิโนแวค)

เป็นวัคซีนที่ผลิตจากเชื้อตายซึ่งเป็นวิธีการผลิตแบบดั้งเดิม โดยเป็นการใช้เชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ตายแล้วหรือทำให้อ่อนแอจนก่อให้เกิดโรคไม่ได้ ฉีดเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน 

ผลการทดลองระยะที่ 3 ในบราซิลพบว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ 51% หลังจากได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 เป็นเวลา 14 วัน รวมทั้งช่วยป้องกันอาการรุนแรงได้

ประสิทธิภาพต่อสายพันธ์ุ อาจไม่ป้องกันสายพันธุ์แอฟริกาใต้ (Beta) และจากการใช้ในเมืองหนึ่งของบราซิลที่มีการระบาดของสายพันธุ์บราซิล (Gamma) 3 ใน 4 พบมีประสิทธิภาพ 50% นอกจากนี้เป็นที่กังวลว่าอาจไม่ป้องกันสายพันธุ์อินเดีย (Delta) เนื่องจากบุคลากรการแพทย์ในอินโดนีเซียที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วติดเชื้อจำนวนมากจากสายพันธุ์นี้ ส่วนสายพันธุ์อังกฤษ (Alpha) มีประสิทธิภาพป้องกันได้ที่ 67%

ข้อมูลการฉีด

  • จำนวนโดส: 2 เข็ม ระยะห่างการฉีด 2-4 สัปดาห์ 
  • ช่วงอายุ: 18 ปีขึ้นไป
  • การเก็บรักษา: 3 ปี ที่อุณหภูมิ 2-8°C
  • ผลข้างเคียงที่พบบ่อย: ปวดหรือบวมบริเวณที่ฉีด ปวดศีรษะ 

มีรายงานการฉีดวัคซีนในบางประเทศ เช่น ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ รวมถึงไทย พบว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนบางราย มีอาการผิดปกติทางระบบประสาท ได้แก่ ชา แขนขาอ่อนแรง เวียนศีรษะ อาเจียน พูดไม่ชัด คล้ายอาการของโรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงการเสียชีวิตที่อาจเชื่อมโยงกับการฉีดวัคซีน Sinovac ซึ่งยังต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมต่อไป ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าประโยชน์ที่จะได้รับจากการฉีดวัคซีนนั้นมีมากกว่าและยังคงแนะนำให้ฉีด

Pfizer (ไฟเซอร์)

เป็นวัคซีน mRNA ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ผลิตจากสารพันธุกรรมของไวรัสโควิด-19 ที่มีโครงสร้างโปรตีนเฉพาะตัว โดยจะเข้าไปกระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายสร้างโปรตีนขึ้นมาเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับเชื้อโรค

ผลการทดลองระยะที่ 3 ในผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อโควิด-19 มาก่อน พบว่ามีประสิทธิภาพการป้องกันการติดเชื้อ 95% และจากการทดลองใช้จริงในประเทศอิสราเอลพบว่ามีประสิทธิภาพ 97% ในการป้องกันการติดเชื้อ ช่วยการลดความรุนแรงของโรคและอัตราการเสียชีวิต 

ประสิทธิภาพต่อสายพันธ์ุ ยังคงป้องกันเชื้อได้ทุกสายพันธุ์ บางการทดลองพบมีประสิทธิภาพลดเหลือ 72-75% ต่อสายพันธุ์แอฟริกาใต้ (Beta) และป้องกันสายพันธุ์อินเดีย (Delta) ได้ 88%

ข้อมูลการฉีด

  • จำนวนโดส: 2 เข็ม ระยะห่างการฉีด 3 สัปดาห์ 
  • ช่วงอายุ: 12 ปีขึ้นไป
  • การเก็บรักษา: 6 เดือนที่อุณหภูมิ -70°C และ 5-31 วัน ที่อุณหภูมิ 2-8°C
  • ผลข้างเคียงที่พบบ่อย: ปวดบริเวณที่ฉีดวัคซีน มีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ และมีจำนวนน้อยที่พบผลข้างเคียงรุนแรงในระดับที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน 

Moderna (โมเดอร์นา)

เป็นวัคซีนชนิด mRNA เช่นเดียวกับ Pfizer ทำงานโดยอาศัยสารพันธุกรรมของไวรัสโควิด-19 ที่มีโครงสร้างโปรตีนเฉพาะตัว โดยจะเข้าไปกระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายสร้างโปรตีนขึ้นมาเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับเชื้อโรค

ผลการทดลองระยะที่ 3 พบว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ 94% ในผู้ที่ไม่เคยมีประวัติการติดเชื้อมาก่อนหน้า และมีจำนวนน้อยมากที่ติดเชื้อแล้วมีอาการหนักจนต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับวัคซีน ส่วนประสิทธิภาพในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปอยู่ที่ 86% 

ประสิทธิภาพต่อสายพันธ์ุ ยังคงป้องกันได้ทุกสายพันธ์ุ แต่สำหรับการป้องกันสายพันธุ์แอฟริกาใต้ (Beta) และบราซิล (Gamma) อาจต้องมีการฉีดกระตุ้น

ข้อมูลการฉีด

  • จำนวนโดส: 2 เข็ม ระยะห่างการฉีด 4 สัปดาห์
  • ช่วงอายุ: 18 ปีขึ้นไป
  • การเก็บรักษา: 6 เดือนที่อุณหภูมิ -20°C และ 1 เดือน ที่อุณหภูมิ 2-8°C
  • ผลข้างเคียงที่พบบ่อย: ปวดบริเวณที่ฉีดวัคซีน มีไข้ หนาวสั่น เหนื่อย ปวดศีรษะ และมีจำนวนน้อยที่พบผลข้างเคียงรุนแรงในระดับที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน 

Johnson & Johnson (จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน)

เป็นวัคซีนชนิดเวกเตอร์ไวรัสที่อาศัยไวรัสหวัดที่ชื่อว่าอะดีโนที่ถูกทำให้อ่อนแอจนไม่สามารถก่อให้เกิดโรคได้ เป็นตัวส่งรหัสพันธุกรรมของไวรัสโรคโควิด-19 ไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา

ผลการทดลองในระยะที่ 3 พบมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ 66% หลังรับวัคซีน 2 สัปดาห์ในผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อโควิค-19 มาก่อน และช่วยป้องกันการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตได้ 100% 

ประสิทธิภาพต่อสายพันธ์ุ ป้องกันเชื้อสายพันธ์ุแอฟริกาใต้ (Beta) ได้ 64% และป้องกันสายพันธุ์บราซิล (Gamma) 61% รวมถึงมีแนวโน้มป้องกันสายพันธุ์อื่นๆ ในระดับใกล้เคียงเดิม

ข้อมูลการฉีด

  • จำนวนโดส: 1 เข็ม
  • ช่วงอายุ: 18 ปีขึ้นไป
  • การเก็บรักษา: ไม่ต่ำว่า 3 เดือน ที่อุณหภูมิ 2-8°C 
  • ผลข้างเคียงที่พบบ่อย: ปวดบริเวณที่ฉีดวัคซีน หนาวสั่น อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ และมักพบในกลุ่มผู้มีอายุ 18-59 ปี มากกว่าผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 

มีรายงานว่าวัคซีนของ Johnson & Johnson อาจทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน แต่พบได้น้อย โดยทางหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อในสหรัฐอเมริกาเตือนว่าหญิงที่มีอายุน้อยอาจมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่รุนแรงจากการฉีดวัคซีนนี้ 

Sinopharm (ซิโนฟาร์ม)

เป็นวัคซีนเชื้อตายและมาจากประเทศจีนเช่นเดียวกับ Sinovac โดยใช้เชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ตายแล้วหรือทำให้อ่อนแอจนก่อให้เกิดโรคไม่ได้ ฉีดเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน

ผลการทดลองในระยะที่ 3 พบว่ามีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อที่มีอาการ 79% หลังได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ตั้งแต่ 14 วันขึ้นไป และป้องกันการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลได้ 79%

ประสิทธิภาพต่อสายพันธ์ุ ยังไม่มีข้อมูลการศึกษามากนัก การทดลองหนึ่งพบว่ามีประสิทธิภาพต่อสายพันธุ์แอฟริกาใต้ (Beta) ลดลง และทางการจีนกล่าวว่าอาจป้องกันสายพันธุ์อินเดีย (Delta) ได้น้อยลงเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ 

ข้อมูลการฉีด

  • จำนวนโดส: 2 เข็ม ระยะห่างการฉีด 3-4 สัปดาห์ 
  • ช่วงอายุ: 18 ปีขึ้นไป
  • การเก็บรักษา: 3 ปี ที่อุณหภูมิ 2-8°C
  • ผลข้างเคียงที่พบบ่อย: ปวดบริเวณที่ฉีด มีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย

Spunik V (สปุตนิก วี)

เป็นวัคซีนที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีเวกเตอร์ไวรัสเช่นเดียวกับ Johnson & Johnson แต่จะใช้เวกเตอร์ไวรัสอะดีโนที่เป็นตัวส่งรหัสพันธุกรรมของไวรัสโคโรน่าใน 2 เข็มต่างชนิดกัน เนื่องจากหากใช้ไวรัสชนิดเดียวกันทั้ง 2 เข็มอาจทำให้ร่างกายเคยชินกับการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นต่อสู้ไวรัสเวกเตอร์ในเข็มที่ 2 แล้ว และอาจส่งผลให้วัคซีนมีประสิทธิภาพลดน้อยลงได้

ผลการทดลองในระยะที่ 3 พบว่ามีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อได้ 92% ป้องกันอาการรุนแรงจากโรคได้ 100% และไม่พบการติดเชื้อที่มีอาการปานกลาง-รุนแรงในช่วง 21 วันหลังจากฉีดเข็มแรก

ประสิทธิภาพต่อสายพันธ์ุ ทางบริษัทผู้ผลิตกล่าวว่ายังคงมีประสิทธิภาพป้องกันเชื้อทุกสายพันธ์ุ แต่อาจป้องกันสายพันธุ์แอฟริกาใต้ (Beta) ได้ลดลง รวมทั้งสามารถป้องกันเชื้อโควิด-19 สายพันธ์ุอินเดีย (Delta) ได้ดีกว่าวัคซีนชนิดอื่น แต่ข้อหลังนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลการทดลองที่แน่ชัดออกมา

ข้อมูลการฉีด

  • จำนวนโดส: 2 เข็ม ระยะห่างการฉีด 3 สัปดาห์
  • ช่วงอายุ 18 ปีขึ้นไป
  • การเก็บรักษา: 2 เดือน ที่อุณหภูมิ 2-8°C
  • ผลข้างเคียงที่พบบ่อย: ปวดบริเวณที่ฉีดวัคซีน อ่อนเพลีย มีไข้ต่ำ

Novavax (โนวาแว็กซ์)

เป็นวัคซีนที่ใช้โปรตีนบางส่วนของไวรัสโควิด-19 ร่วมกับสารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองดียิ่งขึ้นและสร้างภูมิขึ้นมาต่อต้านไวรัส

ผลการทดลองในระยะที่ 3 พบว่ามีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อ 90% และป้องกันอาการระดับปานกลางถึงรุนแรงได้ 100%

ประสิทธิภาพต่อสายพันธ์ุ สามารถป้องกันสายพันธุ์อังกฤษ (Alpha) 93% แต่มีประสิทธิภาพต่อสายพันธุ์แอฟริกาใต้ (Beta) ลดลงเหลือ 51%

ข้อมูลการฉีด

  • จำนวนโดส: 2 เข็ม ระยะห่างการฉีด 3 สัปดาห์
  • ช่วงอายุ: 18 ปีขึ้นไป
  • การเก็บรักษา: 6 เดือน ที่อุณหภูมิ 2-8°C
  • ผลข้างเคียงที่พบบ่อย: ปวดบวมบริเวณที่ฉีด มีไข้ และบางรายมีต่อมน้ำเหลืองโต  

เปรียบเทียบข้อมูลวัคซีนโควิด-19 

วัคซีน

ชนิดวัคซีน

ประสิทธิภาพ

จำนวนโดส
(เข็ม)

อุณหภูมิ/
อายุการเก็บรักษา

ช่วงอายุที่ควรฉีด

AstraZeneca
/Oxford

เวกเตอร์ไวรัส

76%

2 เข็ม
(ห่างกัน 4-12 สัปดาห์)

2-8°C / 6 เดือน

18 ปีขึ้นไป

Sinovac

เชื้อตาย

51%

2 เข็ม
(ห่างกัน 2-4 สัปดาห์)

2-8°C / 3 ปี

18 ขึ้นไป

Pfizer

mRNA

95%

2 เข็ม
(ห่างกัน 3 สัปดาห์)

-70°C / 6 เดือน
2-8°C / 5-31 วัน

12 ปีขึ้นไป

Moderna

mRNA

94%

2 เข็ม
(ห่างกัน 4 สัปดาห์)

-20°C / 6 เดือน

2-8°C / 1 เดือน 

18 ปีขึ้นไป

Johnson&
Johnson

เวกเตอร์ไวรัส

66%

1 เข็ม

2-8°C / 3 เดือน

18 ปีขึ้นไป

Sinopharm

เชื้อตาย

79%

2 เข็ม
(ห่างกัน 3-4 สัปดาห์)

2-8°C / 3 ปี

18 ปีขึ้นไป

Sputnik V

เวกเตอร์ไวรัส

92%

2 เข็ม
(ห่างกัน 3 สัปดาห์)

2-8°C / 2 เดือน

18 ปีขึ้นไป

Novavax

โปรตีนพื้นฐาน

89%

2 เข็ม
(ห่างกัน 3 สัปดาห์)

2-8°C / 6 เดือน

18 ปีขึ้นไป

**หลังฉีดวัคซีนครบโดสแล้วยังต้องให้เวลาร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันประมาณ 2-4 สัปดาห์ จึงจะเกิดการป้องกันอย่างเต็มที่ ระหว่างนี้ยังคงควรระมัดระวังตนเอง สวมใส่หน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง และหมั่นล้างมืออย่างเคร่งครัด

หมายเหตุ: ผลการทดลองประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด-19 ส่วนใหญ่ยังไม่ได้นำไปใช้ในสถานการณ์จริงในคนจำนวนที่มากพอ ซึ่งอาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่ซับซ้อนกว่าการทดลอง จึงยังคงต้องติดตามกันต่อไปในด้านของอาการข้างเคียงและความปลอดภัยจากการฉีดวัคซีน รวมถึงประสิทธิภาพในการรับมือโรคโควิด-19 สายพันธ์ุต่างๆ ด้วย

เปรียบเทียบประสิทธิภาพวัคซีนโควิด-19 แต่ละยี่ห้อต่อไวรัส 4 สายพันธุ์: อังกฤษ (อัลฟา) แอฟริกาใต้ (เบตา) บราซิล (แกมมา) และอินเดีย (เตลต้า)

ประสิทธิภาพวัคซีนโควิด-19 บอกได้หรือไม่ยี่ห้อไหนดีที่สุด?

หลายคนสงสัยว่าวัคซีนที่ดีต้องมีประสิทธิภาพสูงแค่ไหน ทางองค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่าวัคซีนที่ผลิตขึ้นมาป้องกันโรคแต่ละโรคล้วนมีเกณฑ์ประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน โดยต้องพิจารณาชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์และความเสี่ยงที่จะได้รับ วัคซีนบางชนิดเป็นที่ยอมรับได้แม้มีประสิทธิภาพที่ต่ำ เนื่องจากโรคที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงมาก การป้องกันแม้เพียงเล็กน้อยจึงย่อมดีกว่า เช่น วัคซีนโรคมาเลเรีย เป็นต้น

โรคโควิด-19 ถือเป็นอีกหนึ่งโรคที่มีความรุนแรง ปัจจุบันทางองค์การอนามัยโลกจึงได้ตั้งมาตรฐานของประสิทธิภาพของวัคซีนไว้ที่ 50% โดยหากวัคซีนมีประสิทธิภาพ 50% ก็ยังถือว่าควรฉีดป้องกันไว้ เพราะความเสี่ยงจากการติดเชื้อและมีอาการรุนแรงนั้นมีมากกว่า และจากการฉีดวัคซีนที่ผ่านมาก็พบว่าวัคซีนโควิด-19 หลายชนิดค่อนข้างมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง

ส่วนการจะเปรียบเทียบว่าวัคซีนชนิดไหนดีที่สุดอาจเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะการทดลองของแต่ละวัคซีนอาจมีรูปแบบและเกณฑ์การประเมินที่แตกต่างกัน เช่น บางการทดลองออกแบบให้วัดประสิทธิภาพตั้งแต่หลังจากฉีดทันที แต่บางการทดลองวัดหลังจากฉีด 2 สัปดาห์ เพื่อรอให้ภูมิคุ้มกันเริ่มทำงาน หรือบางการทดลองประเมินการติดเชื้อโดยให้ผู้ร่วมทดลองสังเกตอาการด้วยตนเอง แต่บางการทดลองตรวจการติดเชื้ออย่างละเอียดและมีผลยืนยัน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจส่งผลให้ประสิทธิภาพจากการทดลองของวัคซีนโควิด-19 แต่ละยี่ห้อต่างกันได้

พรีโมแคร์ เมดิคอล คลินิก ห่วงใยและพร้อมดูแลเบื้องต้นในทุกด้าน ให้ทุกคนก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน เจ็บป่วย หรือมีความกังวลใจเรื่องสุขภาพ นัดหมายกับคุณหมอของเราได้เลยที่ LINE @primoCare

บทความที่เกี่ยวข้อง

Categories
Uncategorized

แนวทางฉีดวัคซีนโควิด-19 ในผู้สูงอายุ ฉีดได้เลย หรือต้องรอ?

แนวทางการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในผู้สูงอายุ ฉีดได้เลย หรือต้องรอ?

แนวทางการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในผู้สูงอายุ
ฉีดได้เลย หรือต้องรอ?

ผู้สูงอายุ-ผู้มีโรคประจำตัว ฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้เลยหรือไม่? เช็กกลุ่มเสี่ยงที่ควรและไม่ควรฉีด พร้อมคำแนะนำก่อนหลังฉีดวัคซีน

เป็นที่ทราบกันว่าผู้สูงอายุจัดเป็นกลุ่มที่เสี่ยงเกิดอาการรุนแรงและเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 โดยจากสถิติการเสียชีวิตในสหรัฐอเมริกา พบว่า 8 ใน 10 เป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ขึ้นไป และยิ่งอายุมากเท่าไรก็ยิ่งมีความเสี่ยงสูงเท่านั้น ซึ่งคาดว่าสาเหตุมาจากภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ลดลงสวนทางกับอายุที่มากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นผู้สูงอายุยังเป็นกลุ่มที่มักจะมีโรคเรื้อรังหรือโรคประจำตัวที่ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงด้วย

นอกจากการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันผู้สูงอายุจากเชื้อโควิด-19 ที่ตัวผู้สูงอายุเองและคนรอบข้างพอจะทำได้ในเบื้องต้นแล้ว การฉีดวัคซีนคือหัวใจสำคัญที่จะขาดไม่ได้ แต่ก็ยังเป็นที่สับสนกันมากว่าจะเป็นอันตรายหรือไม่ ควรฉีดหรือไม่ควรฉีด วันนี้คุณหมอพรีโมแคร์เลยมีแนวทางการปฏิบัติก่อนและหลังฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับผู้สูงอายุมาฝากกัน

ผู้สูงอายุฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้หรือไม่ ต้องดูตามกลุ่มเสี่ยง

สมาคมพฤฒาวิทยาและเวชศาสตร์ผู้สูงอายุไทยได้ให้แนวทางการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในผู้สูงอายุโดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มดังต่อไปนี้

1.  ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว/โรคเรื้อรังที่มีอาการคงที่ 

ควรได้รับการฉีดวัคซีน เนื่องจากมีการศึกษาพบว่าสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และช่วยลดความรุนแรงของโรคได้มาก มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากการฉีดน้อย ไม่ต่างจากวัยอื่น เช่น อาการปวดบริเวณที่ฉีด อ่อนเพลีย มีไข้ต่ำ ซึ่งมักจะหายไปเองภายใน 1-2 วัน นอกจากนี้วัคซีนแอสตราเซเนกาที่ฉีดให้ผู้สูงอายุในไทยขณะนี้ก็มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงน้อยกว่าการฉีดในคนวัยหนุ่มสาว 

กลุ่มผู้ป่วยที่ควรฉีดวัคซีนหากมีอาการของโรคคงที่ ได้แก่

  • ความดันโลหิตสูง เบาหวาน
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • โรคในทางเดินอาหารและตับ
  • โรคติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
  • โรคข้ออักเสบ แพ้ภูมิตัวเอง
  • สะเก็ดเงิน
  • ภาวะสมองเสื่อม
  • อัมพฤกษ์ อัมพาต
  • โรคไตเรื้อรัง
  • โรคหิด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
  • โรคไขกระดูกฝ่อ โรคไขกระดูกทำงานผิดปกติ
  • มะเร็งเม็ดเลือด และโรคมะเร็งอื่นๆ
  • ผู้สูงอายุที่มีภาวะเปราะบาง คือมีความเสื่อมถอยหรืออ่อนแอทางร่างกาย จิตใจ และสังคม

2. ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว/โรคเรื้อรังที่ยังควบคุมอาการไม่ได้/อาการไม่คงที่/ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ต้องพิจารณาเป็นรายบุคคลตามโรคและอาการ

3. ผู้สูงอายุที่อยู่ในระยะท้ายของชีวิตและคาดว่าจะเสียชีวิตในไม่กี่เดือน ต้องพิจารณาว่าควรฉีดหรือไม่ฉีดตามกรณี เนื่องจากคำแนะนำการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกาในตอนนี้ต้องฉีด 2 ครั้งโดยเว้นระยะห่าง 10-12 สัปดาห์ หรืออย่างน้อยที่สุด 4 สัปดาห์ อีกทั้งยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพและผลข้างเคียงของการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในกลุ่มนี้มากนัก

ข้อควรปฏิบัติก่อน-หลังฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับผู้สูงอายุ

  • ก่อนฉีดควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากมีโรคประจำตัว หรือเคยมีประวัติแพ้วัคซีนโควิด-19 หรือวัคซีนอื่นๆ อย่างรุนแรงมาก่อน
  • สามารถทำกิจวัตรต่างๆ ได้ตามปกติทั้งก่อนและหลังฉีด แต่ไม่ควรหักโหมทำงานหรือออกกำลังกายหนักเกินไป
  • หลีกเลี่ยงการพักผ่อนน้อยในช่วง 1-2 วันก่อนและหลังฉีดวัคซีน
  • กรณีที่ต้องรับวัคซีนอื่นๆ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ งูสวัด แนะนำให้เว้นระยะห่างอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ก่อน-หลังฉีดวัคซีนโควิด-19 ส่วนวัคซีนที่มีความเร่งด่วน เช่น บาดทะยัก พิษสุนัขบ้า สามารถฉีดได้ทันทีในตำแหน่งที่ต่างกันโดยไม่ต้องเว้นระยะ หรือเว้นระยะห่างอย่างน้อย 1 สัปดาห์

การฉีดวัคซีนโควิด-19 จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันผู้สูงอายุจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และช่วยลดความรุนแรงหากติดเชื้อ ในทางกลับกัน หากผู้สูงอายุมีภาวะที่ควบคุมอาการไม่ได้หรือไม่สามารถรับวัคซีนได้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม สิ่งที่ควรทำก็คือการฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนในครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้สูงอายุและสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในระดับครอบครัว

พรีโมแคร์เป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวผ่านพ้นวิกฤตไปด้วยกัน มีปัญหาหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการรับวัคซีนโควิด-19 สามารถนัดหมายปรึกษาคุณหมอพรีโมแคร์ หรือดูบริการอื่นๆ ของเราได้ที่นี่ 

Reference

บทความที่เกี่ยวข้อง

Categories
Uncategorized

คู่มือวัคซีนโควิด-19 ตอบข้อสงสัย เตรียมพร้อมก่อนฉีดวัคซีน

คู่มือวัคซีนโควิด-19 ตอบข้อสงสัย เตรียมพร้อมก่อนฉีดวัคซีน

คู่มือวัคซีนโควิด-19
ตอบข้อสงสัย เตรียมพร้อมก่อนฉีดวัคซีน

หลากหลายคำถามเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 มียี่ห้ออะไรบ้าง ข้อมูลประสิทธิภาพ ความปลอดภัย วิธีรับมือผลข้างเคียง-อาการแพ้เบื้องต้น

ประเทศไทยเริ่มทยอยฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าและกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูงไปแล้ว รวมทั้งตั้งเป้าฉีดวัคซีนให้ประชาชนในวงกว้างให้เร็วที่สุดเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศ ถ้าคุณมีคำถามเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่ยังไม่ได้รับคำตอบ วันนี้เรารวบรวมข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนจากคุณหมอที่ พรีโมแคร์ เมดิคอล คลินิก มาเป็นคู่มือฉบับย่อให้คุณอุ่นใจก่อนฉีดวัคซีน

วัคซีนช่วยป้องกันการติดเชื้อได้อย่างไร?

เมื่อร่างกายของเราสัมผัสเชื้อโรคใดๆ ก็ตาม จะมีการสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านเชื้อโรคนั้นในครั้งต่อไป การฉีดวัคซีนเป็นการจำลองให้ร่างกายคิดว่าเกิดการติดเชื้อขึ้นโดยใช้เชื้อที่อ่อนแอหรือบางส่วนของเชื้อที่ไม่สามารถก่อให้เกิดโรคได้ ฉีดเข้าไปกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันสร้างภูมิขึ้นมาต่อสู้โรคนั่นเอง

วัคซีนโควิด-19 มีกี่ชนิด?

วัคซีนโควิด-19 ที่ขึ้นทะเบียนและผ่านการอนุมัติจากอย. ไทยไปแล้วในตอนนี้ ได้แก่ วัคซีนของบริษัท AstraZeneca, Sinovac, Johnson & Johnson, Moderna, Sinopharm และ Pfizer

ทั้งนี้ วัคซีนแต่ละยี่ห้ออาจเป็นวัคซีนต่างชนิดกันและมีกลไกการทำงานเฉพาะตัว โดยหลักๆ มี 4 ชนิดดังต่อไปนี้

  • วัคซีนเชื้อตาย เป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อไวรัสที่ตายแล้วหรือทำให้อ่อนแอจนไม่สามารถทำให้เกิดโรคได้ แต่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคโควิด-19 ได้แก่ วัคซีนของบริษัท Sinovac, Sinopharm, และ Bharat Biotech
  • วัคซีนแบบใช้โปรตีน เป็นการใช้ส่วนประกอบของโปรตีนหรือเปลือกหุ้มโปรตีนที่มีความคล้ายคลึงกับไวรัสโควิด-19 เข้าไปช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรค ได้แก่ วัคซีนของบริษัท Novavax
  • วัคซีนแบบเวกเตอร์ไวรัส ที่มีการดัดแปลงไวรัสที่ไม่สามารถก่อให้เกิดโรคได้มาเป็นตัวส่งโปรตีนไวรัสโควิด-19 เข้าไปสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ได้แก่ วัคซีนของ AstraZeneca, Johnson & Johnson และ Sputnik V
  • วัคซีน mRNA เป็นเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนแบบใหม่ ทำงานโดยส่งส่วนประกอบทางพันธุกรรมของไวรัสเข้าไปสร้างโปรตีนที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันไว้ต่อสู้ไวรัส ได้แก่ วัคซีนของ Pfizer และ Moderna

คำถามเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนโควิด-19

Q: ใครบ้างที่ควรฉีดวัคซีน?
A: ผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปส่วนใหญ่สามารถรับการฉีดวัคซีนโควิดได้อย่างปลอดภัย ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หอบหืด โรคปอด โรคตับ โรคไต โรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง และโรคติดเชื้อเรื้อรังที่ควบคุมอาการได้ดี 

ทั้งนี้ในกรณีที่วัคซีนมีจำนวนจำกัด เป้าหมายการฉีดวัคซีนจะมุ่งไปที่บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า ผู้ที่เสี่ยงมีโอกาสสัมผัสโรคสูง ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นอันดับแรก

เพื่อความปลอดภัยบุคคลต่อไปนี้ควรปรึกษาหรือแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนรับการฉีดวัคซีน

  • ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • หญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • ผู้ที่เคยมีอาการแพ้รุนแรง

Q: เด็กฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้หรือไม่?
A: เนื่องจากเด็กมีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงจากการติดเชื้อโควิด-19 น้อยกว่าผู้ใหญ่ การทดลองวัคซีนส่วนใหญ่จึงมุ่งเน้นไปที่ผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปเป็นอันดับแรก ทำให้วัคซีนที่มีในตอนนี้โดยมากจะแนะนำให้ฉีดในผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป 

วัคซีนโควิด-19 สำหรับเด็กในตอนนี้มีแค่วัคซีนของ Pfizer ที่ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อและองค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ ให้สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป ส่วนวัคซีนของ Moderna นั้นทางบริษัทก็ชี้ว่าผลการทดลองพบมีประสิทธิภาพสูงในเด็กอายุ 12-17 ปี ซึ่งน่าจะได้รับการอนุมัติให้ใช้ในเด็กเร็วๆ นี้เช่นกัน นอกจากนี้ ผู้ผลิตวัคซีนรายอื่นๆ ก็ได้เริ่มทดลองประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการฉีดวัคซีนในเด็กไปบ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ถึงขั้นที่จะยืนยันผลได้

Q: ฉีดวัคซีนเข็มแรก กับเข็มที่ 2 คนละชนิดได้หรือไม่? 
A: สำหรับวัคซีนที่ต้องมีการฉีดมากกว่า 1 เข็ม ปัจจุบันทางองค์การอนามัยโลก (WHO) ไม่แนะนำให้รับวัคซีนเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 ต่างชนิดหรือต่างยี่ห้อกัน โดยขณะนี้มีการศึกษาว่าการฉีดวัคซีนต่างชนิดในเข็มแรกและเข็มที่ 2 จะส่งผลต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยหรือไม่ แต่ยังอยู่ในขั้นตอนการทดลองที่ไม่สามารถให้ข้อสรุปได้

Q: ฉีดวัคซีนชนิดหนึ่งครบแล้ว ฉีดวัคซีนอื่นที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าภายหลังได้ไหม?
A: กรณีที่รับวัคซีนโควิด-19 ชนิดใดชนิดหนึ่งครบโดสแล้ว แต่มีความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพและต้องการรับวัคซีนโควิด-19 ชนิดอื่นภายหลัง ซึ่งในสหรัฐอเมริกาเองก็มีประชาชนจำนวนหนึ่งที่ได้รับวัคซีน Johnson & Johnson แล้ว แต่มีความกังวลในประสิทธิภาพและผลข้างเคียง จึงต้องการฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าอย่าง Pfizer และ Moderna ในภายหลัง 

กรณีนี้ผู้เชี่ยวชาญได้ให้คำแนะนำว่า เนื่องจากวัคซีนแต่ละชนิดอาจต้องมีการอัปเดตเพิ่มประสิทธิภาพในทุกปีเหมือนวัคซีนไข้หวัดใหญ่ การฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีนชนิดเดิมอาจฟังดูเข้าท่ามากกว่า แต่ก็น่าจะสามารถรับวัคซีนชนิดอื่นได้เช่นกันโดยไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและไม่มีอันตรายใดๆ และมีข้อกังวลน้อยกว่าการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 ต่างชนิดกันใน 1 โดส 

Q: เคยติดเชื้อโควิด-19 แล้ว ยังต้องฉีดไหม?
A: แม้ว่าคุณจะเคยติดเชื้อโรคโควิด-19 มาก่อน ก็ควรรับการฉีดวัคซีน เพราะแม้การติดเชื้อจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายของเราสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อชนิดนี้ในอนาคต แต่ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นเองโดยกลไกธรรมชาตินั้นอาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละคน ยากที่จะรู้ได้ว่าตัวเองมีภูมิคุ้มกันมากแค่ไหนและจะคงอยู่นานเท่าไหร่ จึงยังต้องอาศัยภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนอยู่ดี

Q: ฉีดวัคซีนระหว่างที่ยังมีเชื้อโควิด-19 ได้หรือไม่?
A: ไม่ควรรับการฉีดวัคซีนหากคุณยังไม่หายจากการติดเชื้อดีและยังไม่ได้กักตัวหลังติดเชื้อครบกำหนด โดยคุณสามารถปรึกษาแพทย์ที่ทำการรักษาเกี่ยวกับเวลาที่เหมาะสมที่สามารถรับวัคซีนโควิด-19 

Q: ฉีดวัคซีนโควิด-19 พร้อมกับวัคซีนโรคอื่นได้หรือไม่?
A: จากข้อมูลในตอนนี้ ยังไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนอื่นพร้อมกัน โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แนะนำว่าหลังจากฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบทั้ง 2 เข็มแล้ว ควรรออย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ ก่อนจะฉีดวัคซีนชนิดอื่น หรือหากฉีดวัคซีนสำหรับป้องกันโรคอื่นมาก่อนหน้า ก็ควรรออย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ ก่อนจะรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เช่นกัน 

แต่ในกรณีที่คุณฉีดวัคซีน 2 ชนิดโดยไม่ได้เว้นระยะห่าง 2-4 สัปดาห์ไปแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นฉีดวัคซีนใหม่ ขอแค่ตรวจเช็กให้มั่นใจว่าได้ฉีดวัคซีนครบโดสตามที่กำหนด

ประสิทธิภาพการป้องกันโรคของวัคซีนโควิด-19

Q: วัคซีนโควิด-19 ช่วยป้องการติดเชื้อได้ 100% หรือไม่?
A: ไม่มีวัคซีนใดที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน 100% ดังนั้น แม้จะได้รับวัคซีนครบทั้ง 2 เข็มแล้ว บางคนอาจติดเชื้อและมีอาการจากโรคได้อยู่ดี แต่การฉีดวัคซีนจะช่วยปกป้องคุณจากอาการรุนแรง การเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และการเสียชีวิตจากโรค รวมทั้งช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อไปสู่คนรอบข้างที่ไม่สามารถฉีดวัคซีนได้

Q: วัคซีนช่วยป้องกันโรคได้นานแค่ไหน?
A: จากการศึกษาตอนนี้ยังไม่ทราบว่าภูมิคุ้มกันในการต่อสู้โรคโควิด-19 จากการฉีดวัคซีนนั้นจะช่วยป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่นได้นานแค่ไหน สำหรับวัคซีน Pfizer และ Moderna นั้นเบื้องต้นคาดว่าจะคงประสิทธิภาพการป้องกันที่สูงอย่างต่ำ 6 เดือน ซึ่งแม้จะฉีดวัคซีนครบตามที่แนะนำแล้วก็ยังต้องเว้นระยะห่าง สวมใส่หน้ากากอนามัย ปิดปากปิดจมูกเมื่อไอหรือจาม และล้างมืออย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันตัวคุณเองและคนที่คุณรัก

Q: ทำไมบางคนติดเชื้อหลังจากฉีดวัคซีนทันที?
A: โดยปกติแล้วการฉีดวัคซีนมักต้องใช้เวลาในการกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโควิด-19 ประมาณ 14 วัน ในระหว่างนี้จึงมี
ความเป็นไปได้ที่คุณจะป่วยจากการติดเชื้อในช่วงก่อนหน้าหรือแม้แต่หลังจากฉีดวัคซีน เนื่องจากในช่วงเวลานั้นร่างกายยังสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่มากพอ 

Q: ฉีดวัคซีนทำให้ผลตรวจเชื้อเป็นบวกได้หรือไม่?
A: การฉีดวัคซีนไม่ได้ทำให้เกิดการติดเชื้อและไม่สามารถทำให้ผลตรวจเชื้อโควิด-19 แบบ PCR ที่เป็นการตรวจการติดเชื้อที่แม่นยำโดยเก็บสารคัดหลั่งเป็นบวก 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวัคซีนจะกระตุ้นให้มีภูมิคุ้มกันต่อต้านโรค จึงเป็นไปได้ที่จะพบเชื้อจากการตรวจหาแอนติบอดีในเลือด ซึ่งเป็นวิธีการตรวจเพื่อดูว่ามีภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการติดเชื้อโควิด-19 มาก่อนหรือจากการฉีดวัคซีนหรือไม่

Q: มีวัคซีนแล้ว เมื่อไหร่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะหมดไป?
A: การยับยั้งการแพร่ระบาดจำเป็นต้องอาศัยภูมิคุ้มกันหมู่ หรือ Herd Immunity ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเกิดภูมิคุ้มกันต่อโรคในคนจำนวนมากพอ โดยภูมิคุ้มกันสามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติจากการที่เคยติดเชื้อโควิด-19 มาก่อน หรือได้รับการฉีดวัคซีนนั่นเอง 

เมื่อมีคนจำนวนมากที่มีภูมิคุ้มกัน การแพร่กระจายของไวรัสจากคนหนึ่งไปสู่คนหนึ่งจะเป็นไปได้ยากขึ้น ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อลดน้อยลงอย่างมาก และยังช่วยปกป้องผู้ที่ไม่สามารถรับการฉีดวัคซีนได้ เช่น ทารกแรกเกิด และผู้ที่แพ้วัคซีนรุนแรง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญยังไม่ทราบจำนวนการฉีดวัคซีนของประชากรโลกที่จะช่วยให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้

การควบคุมการแพร่ระบาดของโรคจะเร็วหรือช้า จึงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น จำนวนคนที่ได้รับวัคซีน ความรวดเร็วในการอนุมัติใช้วัคซีน กำลังการผลิต การกระจายวัคซีนให้ประชาชน รวมไปถึงการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสที่อาจส่งผลให้วัคซีนที่มีอยู่มีประสิทธิภาพในการป้องกันลดลง

Q: วัคซีนแต่ละชนิดป้องกันไวรัสโควิด-19 ได้ทุกสายพันธุ์หรือไม่?
A: วัคซีนส่วนใหญ่มีประสิทธิภาพป้องกันไวรัสโรคโควิด-19 สายพันธุ์อื่นด้วย โดยอาจมีประสิทธิภาพลดลงไปแต่ก็ยังสามารถช่วยป้องกันอาการรุนแรงและการเสียชีวิตจากการติดเชื้อได้อยู่ดี เนื่องจากวัคซีนมักจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในวงกว้าง แต่หากมีวัคซีนใดที่มีประสิทธิภาพการป้องกันไวรัสสายพันธุ์ใหม่ลดลงอย่างมาก ก็เป็นไปได้มากที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนส่วนประกอบของวัคซีนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันจากสายพันธุ์นั้นด้วย

ผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนโควิด-19

Q: วัคซีนโควิด-19 มีความปลอดภัยแค่ไหน?
A: เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นโรคที่ไม่เคยพบมาก่อนและมีความรุนแรง จึงมีการประกาศใช้วัคซีนอย่างฉุกเฉิน แต่วัคซีนเหล่านี้ก็ยังต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานทางความปลอดภัยและประสิทธิภาพ โดยพิจารณาจากข้อมูลและผลการทดลองในระยะต่างๆ รวมทั้งจะมีการติดตามผลข้างเคียงและความปลอดภัยของการใช้วัคซีนเป็นระยะ ซึ่งการอนุมัติใช้วัคซีนแต่ละชนิดในแต่ละประเทศอาจแตกต่างกันไป

สำหรับวัคซีนโควิด-19 ที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้อย่างฉุกเฉินโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ในตอนนี้ ได้แก่ วัคซีนของบริษัท Pfizer, AstraZeneca/Oxford, Johnson & Johnson, Moderna, Sinopharm, และ Sinovac

Q: มีผลข้างเคียงจากการฉีดหรือไม่?
A: วัคซีนโควิด-19 มีผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยเช่นเดียวกับวัคซีนชนิดอื่นๆ คือ ปวด บวม หรือแดงบริเวณที่ฉีดวัคซีน นอกจากนี้อาจมีอาการอื่นๆ ในช่วง 1-2 วันหลังฉีด เช่น อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ มีไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ ต่อมน้ำเหลืองโต เป็นต้น โดยอาการข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 มักจะรุนแรงกว่าเข็มที่ 1

อาการทั้งหมดนี้อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ แต่ก็ไม่ได้น่ากังวล เพราะเป็นสัญญาณปกติที่บ่งบอกว่าร่างกายกำลังสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาปกป้องคุณจากโรคนี้ ทั้งนี้สามารถบรรเทาอาการปวดบริเวณที่ฉีดวัคซีนด้วยการประคบเย็น และหากมีไข้หรือรู้สึกอ่อนเพลียควรดื่มน้ำแล้วนอนพักผ่อนให้มาก 

คุณสามารถสอบถามแพทย์เกี่ยวกับการรับประทานยาแก้ปวดหรือแก้อักเสบหากมีอาการข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน แต่ไม่แนะนำให้รับประทานยาดักไว้เพื่อป้องกันผลข้างเคียงจากวัคซีน เว้นแต่ว่ามีความจำเป็นต้องรับประทานยารักษาโรคบางชนิดเป็นประจำอยู่แล้ว

Q: สังเกตอาการผิดปกติหลังฉีดวัคซีนอย่างไร?
A: อาการไม่สบายตัวหรือปวดบริเวณที่ฉีดวัคซีนมักจะหายไปเองในเวลาไม่นาน แต่หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน หรือมีอาการข้างเคียงอื่นๆ ที่ผิดปกติหรือกังวลใจ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ และควรไปพบแพทย์ทันทีหากมีสัญญาณของอาการแพ้รุนแรง เช่น บวมที่หน้า ริมฝีปาก คอ หายใจลำบาก มีผื่นลมพิษขึ้นตามตัว เป็นต้น 

Q: มีอาการแพ้ สามารถฉีดวัคซีนได้หรือไม่?
A: หน่วยงานป้องกันโรคติดต่อในสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) แนะนำว่าผู้ที่มีประวัติแพ้ยา อาหาร แมลง หรือสารก่อภูมิแพ้ทั่วไปสามารถรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้ แต่ผู้ที่เคยมีประวัติการแพ้วัคซีนชนิดอื่นๆ อย่างรุนแรง (Anaphylaxis) มาก่อนควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง และทุกครั้งหลังจากฉีดวัคซีนแล้วควรนั่งรอดูอาการประมาณ 30 นาทีเพื่อสังเกตอาการแพ้

Q: การฉีดวัคซีนส่งผลต่อ DNA ของเราได้หรือไม่?
A: มีวัคซีนบางชนิด ได้แก่ วัคซีน mRNA และวัคซีนเวกเตอร์ไวรัส ที่ทำงานโดยส่งสารพันธุกรรมของไวรัสเข้าไปสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโควิด-19 แต่ส่วนประกอบของวัคซีนเหล่านี้จะไม่เข้าไปยังนิวเคลียสของเซลล์ที่มี DNA บรรจุอยู่ จึงวางใจได้ว่าการฉีดวัคซีนจะไม่ส่งผลกระทบต่อ DNA ของเราไม่ว่าทางใดก็ตาม

“คุณจะไม่มีวันปลอดภัยอย่างแท้จริงถ้าคนอื่นไม่ปลอดภัย” นี่คือหนึ่งข้อความที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนในการปกป้องตัวคุณเองและคนรอบข้างจากโรคติดต่อทั้งหลาย ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงโรคที่ร้ายแรงและเป็นปัญหาระดับโลกอย่างโควิด-19 ด้วย 

ฉีดวัคซีนแบบมั่นใจ ไม่กลัวพลาด ปรึกษาคุณหมอที่ พรีโมแคร์ เมดิคอล คลินิก เพื่อเตรียมพร้อมก่อนฉีดวัคซีน หรือกดดูบริการอื่นๆ ของเราได้เลยที่นี่

บทความที่เกี่ยวข้อง