Categories
Uncategorized

รู้หรือไม่ เพราะเหตุใดคุณจึงต้อง ปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง

การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องดีที่ทุกคนรู้และไม่ใช่การที่ต้องรอให้เจ็บป่วยก่อนถึงค่อยเริ่มดูแลสุขภาพ ยิ่งเริ่มเร็ว สุขภาพก็ยิ่งดีเร็ว และห่างไกลโรคภัยในวันหน้า แต่สิ่งที่คุณอาจไม่รู้ก็คือ ถ้าจะดูแลสุขภาพให้ได้ผลดีที่สุด คุณอาจต้องประวิงเวลาออกไปสักนิดเพื่อคุยกับคุณหมอ และนี่คือเหตุผล 5 ข้อว่าทำไม

 

photo

1) คนใกล้ตัวไม่ได้รู้ดีไปกว่าคุณ

คนส่วนมากมักถามคนใกล้ตัว เช่น เพื่อน ว่าทานอะไรบำรุงร่างกายแล้วดี แล้วก็ไปหาซื้อผลิตภัณฑ์ยาบำรุงหรืออาหารเสริมมาทานตาม แต่รู้ไหมว่าแท้จริงแล้วเพื่อนคุณก็ไม่ได้รู้ดีไปกว่าคุณเลย เพราะร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน  

 

photo

2) รู้จักร่างกายได้ถ่องแท้

ก่อนที่เราจะบำรุงร่างกาย เราต้องรู้เสียก่อนว่าเราอยู่ตรงไหน ร่างกายเราเป็นอย่างไร เพราะร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นยีน ฮอร์โมน ระดับวิตามิน เกลือแร่ หรือแร่ธาตุต่าง ๆ รวมไปถึงพฤติกรรมและวิถีชีวิตที่มีผลต่อการดูแลสุขภาพ  การรู้ว่าเราเริ่มต้นที่ตรงไหนจะทำให้เราสามารถวางแผนการดูแลสุขภาพอย่างเป็นขั้นเป็นตอนได้ดียิ่งขึ้น และนั่นจะทำให้สุขภาพเราเห็นผลดีขึ้นในตอนท้าย  

 

photo

3) ดูแลสุขภาพได้ตรงจุด

ปัญหาสุขภาพของแต่ละคนนั้นต่างกันออกไป หรือแม้จะมีปัญหาสุขภาพเดียวกัน อาการที่แสดงออกภายนอกก็ต่างกันได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ภาวะอ้วนของบางคนอาจเป็นเพราะพฤติกรรมการกิน แต่บางคนอาจเป็นผลจากภาวะโรคอื่น เช่น โรคไทรอยด์หรือโรคกระเพาะอักเสบ บางคนมีอาการปวดท้อง บางคนไม่ปวดท้องแค่ท้องอืด หรือบางคนมีอาการมึนศีรษะอยู่บ่อย ๆ แต่คนหนึ่งกลับเป็นเพราะโรคความดันโลหิตสูง ส่วนอีกคนอาจเป็นเพราะเลือดจาง เป็นต้น  

 

photo

4) เลี่ยงผลเสียที่เกิดจากการดูแลสุขภาพแบบผิด ๆ

การดูแลสุขภาพโดยไม่ปรึกษาแพทย์อาจนำไปสู่ผลเสียมากกว่าผลดีได้ ถ้าเราไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงของอาการที่เป็น เช่น การได้รับวิตามินหรือสารอาหารบางอย่างเกินความจำเป็น โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัวหรือมีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง เช่น ผู้เป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือภูมิแพ้ต่าง ๆ แล้วไปซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหรือวิตามินต่าง ๆ มารับประทานเอง รวมไปถึงการออกกำลังกายที่ไม่เหมาะกับสภาพร่างกายด้วยความไม่รู้ก็เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ 

 

photo

5) ติดตามผลได้ต่อเนื่อง

การตรวจรักษาและรับฟังคำแนะนำจากแพทย์ผู้ชำนาญการ ไม่เพียงแต่ช่วยให้เรารักษาสุขภาพได้อย่างมั่นใจ ยังทำให้เราสามารถติดตามผลได้อย่างต่อเนื่องเป็นรูปธรรมชัดเจนว่าเรายังสุขภาพแข็งแรงดีไหม และลดโอกาสเสี่ยงที่เราจะพลาดการรับรู้ว่าเกิดสิ่งผิดปกติในร่างกายเราไหม เพราะจะมีการนัดติดตามผลและตรวจร่างกายเป็นประจำ เป็นการดูแลสุขภาพในระยะยาว

Categories
Uncategorized

หลักการเลือกโปรแกรมตรวจ ที่เหมาะกับคุณ

การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอช่วยให้คุณอุ่นใจและคลายกังวลจากปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพราะการตรวจสุขภาพเป็นการตรวจสำหรับผู้ที่ยังไม่มีอาการผิดปกติใดๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาความเสี่ยงของโรค หรือโรคและภาวะต่างๆที่ยังไม่แสดงอาการ ซึ่งการพบปัญหาแต่เนิ่นๆ ไม่เพียงช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ประสบความสำเร็จ ลดความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนของโรคเท่านั้น แต่ยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย

การตรวจสุขภาพจะต้องตรวจอะไรบ้างและตรวจถี่ขนาดไหนนั้นขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพโดยรวม ประวัติครอบครัว และรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปแล้วโปรแกรมตรวจสุขภาพเบื้องต้นจะแบ่ง ตามเพศและอายุ โดยแพทย์แนะนำให้ตรวจทุก 1 ปี    สำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษอาจจำเป็นต้องมีการตรวจเพิ่มเติมและตรวจบ่อยขึ้น

ตรวจสุขภาพเบื้องต้น สำหรับทุกคนและทุกวัย

การตรวจสุขภาพโดยรวมเบื้องต้น หรือการตรวจแบบ comprehensive สำหรับทั้งเพศหญิงและเพศชาย ประกอบไปด้วย

  • การตรวจร่างกายทั่วไป โดยแพทย์จะสอบถามประวัติการเจ็บป่วยด้วยโรคบางชนิดของคนในครอบครัว ประวัติอาการต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ประวัติการใช้ยา รวมถึงพฤติกรรมต่างๆที่อาจส่งผลต่อสุขภาพ ร่วมกับการตรวจเบื้องต้น เช่น การตรวจวัดความดันโลหิต ตรวจหาดัชนีมวลกาย ประกอบกับการตรวจร่างกายเบื้องต้นโดยแพทย์ ซึ่งจะช่วยให้สามารถแยกโรคได้ในระดับหนึ่ง
  • ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) เพื่อหาความผิดปกติของส่วนประกอบของเลือด ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด ประเมินความเข้มข้นของเลือด ซึ่งอาจบอกถึงสภาวะผิดปกติเช่น ภาวะโลหิตจาง ภาวะที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันของร่างกาย จำนวนเกล็ดเลือด รวมถึงโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
  • ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด (FPG) และค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสม (HbA1c) เพื่อประเมินความเสี่ยง และคัดกรองโรคเบาหวาน
  • ตรวจวัดระดับไขมันในเลือด เพื่อดูระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ รวมถึงไขมันคอเลสเตอรอลชนิดดีและคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี เพื่อูประเมินความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง
  • ตรวจระดับกรดยูริก เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเก๊าท์
  • ตรวจการทำงานของไต เป็นการตรวจเลือดเพื่อดูระดับค่าครีเอตินิน (creatinine) ซึ่งเป็นของเสียที่เกิดขึ้นจากกล้ามเนื้อ และ ค่า BUN (Blood Urea Nitrogen) ซึ่งเป็นค่าของเสียจากการย่อยสลายโปรตีน เพื่อประเมินความสามารถในการขับของเสียของไต
  • ตรวจการทำงานของตับ เป็นการตรวจดูความผิดปกติของตับและทางเดินน้ำดี โดยตรวจหาเอ็นไซม์และสารต่างๆ ในเลือดเพื่อหาภาวะตับอักเสบ ตับเสื่อมสภาพ ภาวะดีซ่าน
  • ตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ เป็นการตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์จากระดับฮอร์โมนในเลือด เช่น TSH และ Free T4
  • ตรวจไวรัสตับอักเสบ โดยไวรัสตับอักเสบบีสามารถตรวจคัดกรองการติดเชื้อเบื้องต้นได้จากส่วนประกอบของเชื้อ HBsAg และการตรวจระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อได้แก่การตรวจ HBsAb ขณะที่ไวรัสตับอักเสบซีสามารถตรวจคัดกรองการติดเชื้อเบื้องต้นได้โดยตรวจ Anti-HCV
  • ตรวจสารบ่งชี้มะเร็ง ได้แก่ การตรวจสารบ่งชี้มะเร็งทางเดินอาหาร (CEA) การตรวจสารบ่งชี้มะเร็งตับ (AFP) ในสุภาพบุรุษ และสุภาพสตรี และตรวจสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (PSA) ในสุภาพบุรุษทุกช่วงวัย
  • ตรวจปัสสาวะ ช่วยในการวินิจฉัยโรคในระบบทางเดินปัสสาวะเบื้องต้น รวมถึงโรคอื่นๆ ที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะเช่น โรคเบาหวาน
  • ตรวจอุจจาระ ช่วยในการวินิจฉัยโรคในระบบทางเดินอาหารเบื้องต้น เช่น ภาวะการอักเสบติดเชื้อในลำไส้ พยาธิ รวมถึงตรวจหาภาวะเลือดปนในอุจจาระซึ่งอาจเกิดจากแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ ริดสีดวงทวาร มะเร็งทางเดินอาหาร 
  • ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เป็นการประเมินการทำงานของหัวใจในขณะพัก เพื่อดูความผิดปกติเช่นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การนำไฟฟ้าที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ หรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
  • เอกซเรย์ปอด เพื่อดูความผิดปกติในช่องทรวงอก เช่น ขนาดของหัวใจ  วัณโรคและโรคต่างๆของปอด
  • ตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง เพื่อตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะสำคัญภายในช่องท้องเช่น ตับ ไต ตับอ่อน ม้าม เส้นเลือดใหญ่ภายในช่องท้อง รวมถึงมดลูกและรังไข่ในผู้หญิงและต่อมลูกหมากในผู้ชาย
  • ตรวจวัดความสามารถในการมองเห็นและความดันลูกตา เป็นการตรวจสุขภาพตาทั่วไป และค้นหาความเสี่ยงต่อภาวะต้อหิน

การตรวจต่างๆ เหล่านี้เหมาะกับกลุ่มคนวัยทำงานขึ้นไปจนถึงผู้สูงอายุทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี โดยอาจมียกเว้นบ้าง สำหรับการตรวจบางอย่างในผู้สูงอายุ เช่น การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (EST) ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ให้คำแนะนำเป็นกรณีไป

ตรวจเพิ่มเติม เรื่องเฉพาะของคุณสุภาพสตรี

สำหรับสุภาพสตรี ภาวะการเจ็บป่วยที่พบได้บ่อยและมีความรุนแรงถึงชีวิต ได้แก่ โรคมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม อย่างไรก็ตาม โรคมะเร็งทั้งสองชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้หากตรวจพบแต่เนิ่นๆ ดังนั้นการตรวจคัดกรองโรคจึงสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยง
ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
สตรีทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป หรือ 3 ปีหลังจากมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ขึ้นกับว่าเวลาใดถึงก่อน ควรเริ่มทำการตรวจ หลังจากนั้นทำการตรวจทุก 1-2 ปี
สตรีที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ควรตรวจทุกปี หากผลตรวจเป็นปกติติดต่อกัน 3 ปี สามารถตรวจทุก 3 ปีได้ ยกเว้นกลุ่มที่มีความเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก เช่น มีการติดเชื้อ HIV ติดเชื้อ HPV ทั้งนี้เพราะหลังจากได้รับเชื้อไวรัส HPV แล้ว มีโอกาสที่จะค่อยๆเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในเนื้อเยื่อชั้นผิวของปากมดลูกหรือที่เรียกว่าระยะก่อนมะเร็ง (pre-cancer) โดยร่างกายไม่แสดงอาการผิดปกติแต่อย่างใด และอาจเปลี่ยนแปลงกลายเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ในที่สุด
การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่ระยะก่อนมะเร็ง สามารถทำได้ 2 รูปแบบคือ

  1. การตรวจมะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรก ด้วยการตรวจแปปสเมียร์ (Pap Smear หรือ Pap Test) ซึ่งแพทย์จะเก็บเซลล์จากปากมดลูกแล้วนำส่งตรวจเพื่อหาเซลล์ผิดปกติที่อาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งได้
  2. การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยการหาเชื้อ HPV เป็นการตรวจทางชีวโมเลกุลเพื่อหาเชื้อไวรัส HPV โดยตรง ซึ่งเป็นการตรวจที่มีความแม่นยำอย่างมาก

ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม เป็นโรคมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งของผู้หญิงไทย โดยความเสี่ยงของการเป็นโรคจะเพิ่มขึ้นตามอายุ แพทย์จึงแนะนำให้ท่านที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป เข้ารับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรมพร้อมอัลตราซาวนด์เต้านมทุก 1-2 ปี

การตรวจด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรมให้ภาพที่มีความคมชัดสูง สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างเนื้อเยื่อบริเวณเต้านมที่มีความหนาแน่นต่างกันได้อย่างชัดเจน การอ่านผลการตรวจจึงมีข้อผิดพลาดน้อย และเมื่อตรวจร่วมกับการทำอัลตราซาวนด์ก็ยิ่งทำให้ผลการตรวจมีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น