อีเมล [email protected]

    /    บทความ    /    ดื่มน้ำวันละกี่ลิตร กี่แก้ว ถึงจะดีต่อสุขภาพ?

ดื่มน้ำวันละกี่ลิตร กี่แก้ว ถึงจะดีต่อสุขภาพ?

ดื่มน้ำวันละกี่ลิตร กี่แก้ว ถึงจะดีต่อสุขภาพ?

ดื่มน้ำวันละกี่ลิตรถึงจะดีต่อ​สุขภาพ​? คำนวนปริมาณน้ำดื่มง่ายๆ เฉพาะบุคคล เพราะปัจจัยบางอย่างอาจส่งผลให้ร่างกายต้องการน้ำมากขึ้น

บ่อยครั้งที่เรามักได้ยินว่าดื่มน้ำเยอะๆ ดีต่อสุขภาพ แต่เคยสงสัยไหมว่าที่จริงแล้วเราควรดื่มน้ำวันละกี่ลิตรกันแน่? แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าแต่ละวันร่างกายสูญเสียน้ำไปเท่าไร จะต้องดื่มน้ำแค่ไหนถึงจะชดเชยได้เพียงพอ 

วันนี้คุณหมอพรีโมแคร์ ชวนมาคำนวนปริมาณน้ำที่ควรดื่มในแต่ละวันแบบเจาะลึกพฤติกรรมและภาวะสุขภาพ เพราะการดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว หรือ 2-3 ลิตร อาจไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ดีที่สุดเสมอไป 

ประโยชน์ของการดื่มน้ำ

ร่างกายของคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 50-70% ของน้ำหนักตัว การดื่มน้ำให้เพียงพอจึงจำเป็นต่อการรักษาสมดุลการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายให้เป็นไปอย่างคล่องตัว 

  • ช่วยลำเลียงสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย
  • ช่วยขับของเสียและกำจัดแบคทีเรียออกจากกระเพาะปัสสาวะ
  • ช่วยในการย่อยอาหาร
  • ป้องกันอาการท้องผูก
  • ปรับระดับความดันโลหิตให้เป็นปกติ
  • คงอัตราการเต้นของหัวใจที่สม่ำเสมอ
  • ช่วยหล่อลื่นข้อต่อ รองรับน้ำหนัก และลดการกระแทกของข้อต่อ
  • ช่วยปกป้องอวัยวะและเนื้อเยื่อที่บอบบาง
  • ปรับสมดุลของอุณหภูมิร่างกาย
  • รักษาสมดุลระดับเกลือแร่ในเลือด

การดื่มน้ำไม่เพียงพออาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำ ซึ่งส่งผลต่อกระบวนการทำงานของร่างกายทั้งหมดนี้ โดยจะมีอาการอ่อนเพลีย ความดันโลหิตต่ำ สับสนมึนงง วิงเวียนศีรษะ และสังเกตได้ว่าปัสสาวะออกมาเป็นสีเข้ม

ดื่มน้ำวันละกี่ลิตร ถึงจะดี? ต้องดื่ม 8 แก้วจริงไหม?

ในแต่ละวันร่างกายสูญเสียน้ำไปกับการหายใจ การเสียเหงื่อ รวมถึงการปัสสาวะและขับถ่าย เราจึงจำเป็นต้องชดเชยน้ำส่วนที่เสียไปนี้ด้วยการดื่ม​น้ำ​และบริโภคอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ 

คำแนะนำในการดื่มน้ำให้เพียงพอวันละ 8 แก้ว หรือประมาณ 2 ลิตรนั้น เป็นสูตรมาตรฐานอย่างง่ายที่ทุกคนสามารถทำตามได้จริง แต่หากต้องการทราบปริมาณที่แม่นยำมากขึ้นก็สามารถคำนวนคร่าวๆ โดยพิจารณาตามภาวะสุขภาพ กิจกรรมที่ทำ และสภาพอากาศร่วมด้วย

กิจกรรมที่ทำ

การออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวส่งผลให้ร่างกายสูญเสียน้ำจากการขับเหงื่อ​ และเป็นตัวแปรสำคัญ​ที่ทำให้เราต้องการน้ำมากขึ้น โดยควรดื่มน้ำเพิ่มอีกประมาณ​ 350 มิลลิเมตร​ สำหรับการออกกำ​ลัง​กาย​ 30 นาที​ เช่น​ หากออกกำลังกาย​ 45 นาที​ ก็ควรดื่มน้ำเพิ่มประมาณ​ 530 มิลลิลิตร (350+175)​ รวมทั้งหมด 2.5 ลิตร จากปริมาณปกติที่แนะนำให้ดื่มวันละ 2 ลิตร​ นอกจากนี้ คนที่ทำงานกลางแจ้งหรืออยู่​ในห้องที่มีอุณหภูมิ​สูง​ที่ทำให้เกิดการเสียเหงื่อมาก​ ก็ควรดื่มน้ำทดแทนให้มากขึ้นเช่นกัน

อาหารที่รับประทาน

เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน​ เช่น​ กาแฟ​ และชา​ อาจทำให้ร่างกายสูญเสีย​น้ำเนื่องจากปัสสาวะบ่อยขึ้น​ รวมถึงอาหารรสเค็ม​หรือเผ็ดจัด​ และอาหารที่มีน้ำตาลสูง​ การดื่มน้ำให้มากขึ้นเพื่อชดเชยน้ำที่เสียไปจึงอาจจำเป็น​ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออาหารที่รับประทานนั้นมีน้ำเป็นส่วนประกอบค่อนข้างน้อยอยู่​แล้ว

ภาวะสุขภาพ​

อาการเจ็บป่วยบางอย่างสามารถส่งผลให้ร่างกายสูญเสียน้ำหรือต้องการน้ำมากขึ้น​ เช่น​ ภาวะติดเชื้อ​ มีไข้​ ท้องเสีย​ อาเจียน​ กระเพาะ​ปัสสาวะ​อักเสบ รวมไปถึงโรคประจำตัวอย่างโรคเบาหวาน​ และการใช้ยาที่มีฤทธิ์ขับ​ปัสสาวะ ซึ่งก็อธิบายได้ว่าทำไมเมื่อมีภาวะเจ็บป่วยเหล่านี้ เราจึงมักได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้ดื่ม​น้ำเยอะๆ นั่นเอง

การตั้งครรภ์​และให้นมบุตร

ร่างกายของคุณแม่​ในระหว่างที่ตั้งครรภ์จะต้องการน้ำมากกว่าปกติ เพื่อช่วยในการสร้างพัฒนาการที่สมบูรณ์ของตัวอ่อน โดยควรดื่ม​น้ำอย่างน้อยวันละ​ 8-12 แก้ว​ (1 แก้ว = 240 มล.) หรือ 1.9-2.8 ลิตร​ ขึ้น​อยู่​กับ​น้ำ​หนัก​ตัว​ เช่นเดียวกับคุณ​แม่ที่ให้นมลูกที่ควรเพิ่มเป็นประมาณ​วันละ​ 12 แก้ว​ หรือ​ 2.8 ลิตร

เคล็ดลับ​ดื่มน้ำให้พอสำห​รับ​คนไม่ชอบดื่มน้ำ

คนที่มีปัญหา​ดื่มน้ำน้อยอาจเกิดจากความไม่ชอบดื่มน้ำด้วยส่วนหนึ่ง​ ​ซึ่งก็สามารถทดแทนง่ายๆ​ ด้วยการรับประทานผักและผลไม้ที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ​มากกว่า​ 90% เช่น​ แตงโม​ แตงกวา​ มะเขือเทศ​ ​สตรอ​วเบอร์​รี่​ แคนตาลูป​ ส้ม​ ผักกาดหอม​ กะหล่ำปลี​ กะหล่ำดอก​ รวมไปถึงอาหารและเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ​ เช่น​ อาหารที่มีน้ำซุป​ นม​ ชาสมุนไพร​ น้ำผลไม้​ ชานม​ กาแฟ​ น้ำอัดลม​ แต่เพื่อสุขภาพที่ดี ต้องอย่าลืมจำกัดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและแคลอรี่สูงแต่น้อยด้วย

สำรวจตัวเอง ดื่มน้ำพอแล้วหรือยัง?

วิธีสังเกตว่าตัวเองดื่มน้ำเพียงพอแล้วหรือไม่ ในเบื้องต้นสามารถดูจากการที่แทบจะไม่​รู้​สึกกระหายน้ำและปัสสาวะไม่มีสีหรือเป็นสีเหลืองอ่อน​

หากคิดว่ายังดื่มน้ำไม่พอ​ อาจกระตุ้นตัวเองให้ดื่มน้ำมากขึ้นโดยพกกระติกน้ำติดตัวไว้ตลอด เขียนโน้ตหรือตั้งการแจ้งเตือนให้ดื่มน้ำ​ และควรดื่มน้ำ 1 แก้ว​ เมื่อรับประทานอาหารและระหว่างมื้ออาหารจนเป็นกิจวัตร รวมทั้งก่อนและหลังออกกำลังกาย​ และดื่มทันทีเมื่อรู้สึกกระหาย​ เพียงเท่านี้​ก็​ไม่ต้องกังวลว่าร่างกายจะขาดน้ำ แถมยังช่วยปรับสมดุลการทำงานของระบบต่างๆ ให้เต็มร้อยอีกด้วย

ใครที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองควรดื่มน้ำกี่ลิตรต่อวันกันแน่​ หรือมีภาวะสุขภาพอื่นๆ​ เช่น​ ไทรอยด์​ โรคตับ​ โรคไต​ โรคหัวใจ ที่ส่งผลต่อปริมาณน้ำที่ควรได้รับ​และอาจต้​องประเมินตามอาการและการรักษาโรค​​ แวะมาปรึกษา​ทีมแพทย์​และนักโภชนาการ​พรีโมแคร์ได้เลยที่​ LINE @primoCare 

พรีโมแคร์​ ​เมดิคอล​ ​คลินิก​ เปิดทำการทุกวันจันทร์ ​- ศุกร์​ เวลา​ 8.00 -​ 18.00 น. ​
คลิกดูบริการเบื้องต้นของเราที่นี่